RSS

องค์กร 100 ปี

21 ธ.ค.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

ผมสืบค้นเข้าไปที่ Wikipedia ได้มีการรวบรวมกิจการธุรกิจและตราสินค้าที่มีอายุเก่าแก่เกินกว่า 100 ปีในโลกใบนี้ (ดูเพิ่มเติมที่ http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_oldest_companies)  ซึ่งได้มีการรวบรวมขึ้นในปี 2009 โดยบริษัท โตเกียว โชโกะ ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น  โดยสืบค้นเฉพาะจากฐานข้อมูลวิจัยที่มีอยู่ของบริษัท กว่า 2 ล้านกิจการ ซึ่งไม่ได้มาจากฐานข้อมูลของทุกกิจการทั้งหมดที่มีอยู่ในทุกประเทศ ถึงกระนั้นก็ยังพบว่า มี 21,666 กิจการที่ก่อตั้งและดำรงอยู่มานานกว่า 100 ปี  ในจำนวนนี้ เป็นบริษัทของญี่ปุ่นที่มีอายุเกินกว่า 200 ปี เป็นจำนวนถึง 3,146 แห่ง  และมีกิจการ 7 แห่งของญี่ปุ่นที่มีอายุมากกว่า 1,000 ปี สาธารณรัฐเยอรมนี 837 แห่ง เนเธอร์แลนด์ 222 แห่ง ฝรั่งเศส 196 แห่ง และเป็นกิจการที่มีอายุเกินกว่า 100 ปีของประเทศต่างๆ ในจำนวนทั้งหมดของกิจการที่มีอายุเกินกว่า 100 ปีนี้ มีจำนวนร้อยละ 89.4 ที่มีการจ้างงานพนักงานน้อยกว่า 300 คน แสดงให้เห็นว่า กิจการที่จะมีอายุเกินกว่า 100 ปี ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่เสมอไป

ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ Forbes ได้นำเสนออันดับกิจการที่ปัจจุบันยังมีอายุไม่ถึง 100 ปี และมีเกณฑ์ที่น่าจะมีการดำรงอยู่ได้เกินกว่า 100 ปี ซึ่งบริษัทที่ปรึกษา Innovest Strategic Value ได้จัดทำขึ้นในปี 2009 (ดูเพิ่มเติมที่ http://www.forbes.com/2009/01/28/long-lived-companies-leadership_0128_sustainability_2.html) โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ Strategic Governance, Human Capital, Environment, และ Stakeholder Capital  โดยแต่ละปัจจัยมีคะแนนเต็ม 10

ผมพยายามสืบค้นหารายละเอียดที่บริษัทที่ปรึกษาแห่งนี้ใช้ในการประเมิน ไปที่เวปไวต์ของ www.innovestgrp.com ก็ยังไม่พบรายละเอียดเพิ่มเติม เลยต้องขออาศัยความรู้เก่าที่มีอยู่มาอธิบายเพิ่มเติมให้ท่านผู้อ่านพอเห็นภาพในแต่ละปัจจัยไปก่อนนะครับ

Strategic Governance คือ ธรรมาภิบาลเชิงกลยุทธ์ ที่กิจการต้องกำหนดกลยุทธ์โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งผู้มีส่วนได้เสียหลัก (Primary Stakeholders) ได้แก่ ผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า คู่แข่ง และผู้มีส่วนได้เสียรอง (Secondary Stakeholders) ได้แก่ สังคมชุมชน สิ่งแวดล้อม ภาครัฐ สมาคมการค้า เป็นต้น    ซึ่งกลยุทธ์ที่มีความเป็นธรรมาภิบาลต้องมาจากคณะผู้บริหารที่มีความเป็นธรรมาภิบาล เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์  มีค่านิยมในความซื่อสัตย์ บริหารงานด้วยความเปิดเผย โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และกำหนดกลยุทธ์ที่ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

Human Capital คือ ทุนมนุษย์ ทฤษฏีทุนมนุษย์มีแนวคิดพื้นฐานมาจากนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิล (Nobel Price)    ปี1992 คือ แกรี่ เบคเกรอร์ (Gary Becker, Professor of Economics and Sociology at the University of Chicago)  และ โรส – แมรี่ และแจค อาร์ แอนเดอร์สัน (Rose – Marie and Jack R Anderson, Senior Fllowat Stanford’s Hoover Institution) เป็นผู้นำร่องเรื่องทุนมนุษย์ ต่อมา   บอริสกรอยส์เบอร์ก และแอนดรู เอน แมคลีน และนิติน นอเรีย (Boris Groysberg Anderw N.Me Lean and Nitin Nohria) ได้ศึกษาเรื่องทุนมนุษย์บนพื้นฐานทฤษฏีของเบคเกอร์ และนำแนวคิดเผยแพร่ต่อ แนวคิดเรื่องทุนมนุษย์ จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย  เพราะการเพิ่มทุนมนุษย์ นำไปสู่ผลการผลิตและการบริการที่มีประสิทธิภาพ  ทุนมนุษย์เป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่ง และเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (Intangible) ซึ่งตามปกติแล้วไม่สามารถวัดเทียบค่าทางธุรกิจ แต่ก็สามารถแปรสภาพให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถวัดเทียบคุณค่าออกมาได้ เมื่อเทียบคุณค่าออกมาได้ สามารถวัดได้  และก็สามารถจัดการได้

การจัดการในทุนมนุษย์ คือ การลงทุนมนุษย์ เป็นการลงทุนในตัวบุคคล เพิ่มศักยภาพบุคคล เพื่อไปเพิ่มคุณค่าผลผลิตในรูปของการสร้างคุณค่าและการฝึกอบรม เป็นการลงทุนทรัพย์ที่สำคัญที่สุด (Becker.2006,P1) ในการลงทุนทรัพยากรมนุษย์ คนงานได้รับการฝึกฝนและเรียนรู้จากภายนอกโรงเรียน โดยทักษะจากการทำงาน เป็นการเพิ่มประสบการณ์ จึงเป็นการสะสมทุนมนุษย์ ซึ่งกิจการที่จะอยู่รอดได้ ต้องมีศักยภาพของทุนมนุษย์ที่มีความพร้อมที่จะรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

Environment คือ สภาพแวดล้อมขององค์กรที่องค์กรดำรงอยู่ ทั้งสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร (External Environment) และ สภาพแวดล้อมภายในองค์กร (Internal Environment) สภาพแวดล้อมภายนอกองค์กรเป็นสภาพแวดล้อมที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้ แต่จำเป็นต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิด (Monitor) เพื่อปรับกลยุทธ์ให้พร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกที่สำคัญ เช่น  ปัจจัยด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี กฎหมาย ภัยธรรมชาติ  ปัจจัยแวดล้อมในธุรกิจอุตสาหกรรมที่ดำเนินอยู่ เช่น คู่ค้า คู่แข่งขัน ซัพพลายเออร์ และ ลูกค้า ซึ่งถ้าธุรกิจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นโอกาส มากกว่า ภัยคุกคาม ธุรกิจก็มีแนวโน้มที่จะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน แต่ในโลกความเป็นจริงของธุรกิจในวันนี้และวันข้างหน้า เราจะพบว่า “มีความไม่แน่นอนในความแน่นอนเสมอ” ดังนั้น องค์กรที่จะอยู่รอดได้ต้องมีความสามารถในการคาดการณ์และพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเสมอ

ส่วนสภาพแวดล้อมภายใน เป็นเรื่องราวภายในองค์กร เป็นสิ่งที่องค์กรสามารถควบคุมได้ หรือ อาจควบคุมได้เพียงบางส่วน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการของผู้บริหารองค์กรนั้นๆ เช่น โครงสร้างขององค์กร ระบบการทำงาน ศักยภาพและขวัญกำลังใจของพนักงาน ความรู้ความสามารถของผู้บริหาร และความสามารถที่โดดเด่นขององค์กร สิ่งที่สำคัญสำหรับการอยู่รอดขององค์กรได้อย่างยั่งยืนคือ องค์กรต้องมีขีดความสามารถ (Competency) และสมรรถนะ (Capability) ที่มากพอ สำหรับการอยู่รอด และต้องมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

Stakeholder Capital คือ ทุนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หรือเสียผลประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจขององค์กร ซึ่งหากผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น ได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจขององค์กร ก็จะสนับสนุนให้องค์กรมีการดำรงอยู่ต่อไป เช่น ผู้ถือหุ้น ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหมาะสมและเชื่อมั่นในการดำเนินงานของคณะผู้บริหารที่มีความเป็นธรรมาภิบาล พนักงานได้รับผลประโยชน์จากการจ้างงานและสวัสดิการที่เป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลูกค้าได้รับผลประโยชน์จากสินค้าและบริการด้วยความยุติธรรมและมีคุณภาพที่ดี สม่ำเสมอ คู่ค้าได้รับผลประโยชน์จากการทำธุรกิจที่ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทำการค้ากันอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา รักษาความลับทางการค้าและข้อตกลงทางการค้าอย่างเคร่งครัด คู่แข่งได้รับผลประโยชน์จากการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโต ก้าวหน้า มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และรวมพลังกันในการทำให้อุตสาหกรรมมีความเข้มแข็ง ไม่ทำการแข่งขันที่ทำร้ายหรือเอาเปรียบกัน สังคมชุมชนได้ผลประโยชน์จากการจ้างงาน การให้ความช่วยเหลือสังคม ไม่เอาเปรียบสังคม ภาครัฐได้รับผลประโยชน์จากการเป็นองค์กรที่เป็นพลเมืองที่ดี (Corporate Citizenship) มีการปฏิบัติตามกฎหมาย เสียภาษีที่ถูกต้อง และให้ความร่วมมือกับภาครัฐในกิจกรรมที่สำคัญต่อประเทศชาติ

ซึ่งหากผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินงานขององค์กรแล้ว ก็จะสะสมความพึงพอใจและความตั้งใจสนับสนุนไว้เป็นทุนที่จะส่งผลให้กิจการอยู่รอดและได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องในยามที่จำเป็น

บทความหน้า ผมจะนำเสนอ อีกแนวคิดหนึ่งซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่ผมใช้สอนลูกศิษย์ MBA ของผมในวิชาการจัดการเชิงกลยุทธ์ อย่าลืมติดตามนะครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2011 in Management

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: