RSS

เป็นองค์กรที่ดีเพื่อก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ (Good to Great)

23 ธ.ค.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

กรณีศึกษาของ Jim Collins จากหนังสือ Build to Last ที่ตีพิมพ์ในปี 1997ได้รับความนิยมสูง จนกระทั่งใน ปี 2001 Collinsได้ออกหนังสืออีกเล่ม ชื่อ “Good to Great: Why Some Companies Make the Leap and Others Don’t”  หรือ จากบริษัทดีสู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งถือเป็นการต่อยอดจากงานเล่ม Built to Last หลังจากมีคนวิจารณ์และตั้งข้อสังเกตว่า “บริษัทที่ดีส่วนใหญ่ ไม่ใช่บริษัทที่ยิ่งใหญ่” เนื่องจากบริษัทที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือ Build to Last เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ตลอดมา บริษัทเหล่านี้ไม่เคยต้องเปลี่ยนตัวเองจากบริษัทที่ดี เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ เช่น Merck มี George Merck ซึ่งสร้างความยิ่งใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว แต่สำหรับบริษัทส่วนใหญ่ที่ตื่นขึ้นมาระหว่างทาง และตระหนักว่าพวกเขาเป็นบริษัทที่ดี แต่ไมใช่บริษัทที่ยิ่งใหญ่ บริษัทเหล่านี้จะทำอย่างไร

จากงานวิจัยของ Collins และทีมงานพบว่า ผู้บริหารยุคแรกๆ ของบริษัทที่ยิ่งใหญ่ในหนังสือ Built to Last ต่างใช้แนวทางการบริหารงานในกรอบของ Good to Great เช่นเดียวกัน และ แนวทางของ Good to Great เป็นเรื่องที่มาก่อน Built to Last ดังนั้น ไม่ว่าองค์กรใดๆ ที่เป็นบริษัทเกิดใหม่หรือองค์กรที่เป็นปึกแผ่นแล้ว สามารนำการค้นพบที่อยู่ในหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ไปใช้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนได้

การทำให้บริษัทที่มีผลงานที่ยิ่งใหญ่ และเป็นผลงานที่ยั่งยืน เป็นบริษัทยิ่งใหญ่ที่เป็นอมตะนั้น ต้องใช้แนวความคิดเรื่อง คุณค่าหลัก (Core Values) และ วัตถุประสงค์ของการดำรงอยู่ขององค์กร (Purpose) ที่มากกว่าการหาเงิน

ในหนังสือเล่มที่ 2 Collins และทีมวิจัย 21 คน ลงทุนสำรวจบริษัทชั้นนำ 1,435 ราย ที่มีชื่อติดทำเนียบ Fortune 500 และ คัดเลือกมาเฉพาะบริษัทอันดับ 1-11 ที่สามารถเปลี่ยนแปลงธุรกิจตนเองจากดีถึงยอดเยี่ยมได้ ซึ่งได้แก่  Abbot, Circuit City, Fannie Mae, Gillette, Kimberly-Clark, Kroger, Nucor, Philip Morris, Pitney Bowes, Walgreens, และ Wells Fargo

บริษัทเหล่านี้มีความโดดเด่นที่สามารถทำธุรกิจได้แตกต่างจากบริษัทคู่แข่ง เนื้อหาแสดงถึงสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาได้ทำและส่งผลให้บริษัทมีผลตอบแทนทางธุรกิจได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของมูลค่าหุ้นในตลาดถึง 3-18 เท่า ในระยะเวลาเพียง 15 ปี

จุดเด่นของหนังสืออยู่ที่กฎ 2 ประการของการก้าวสู่การเป็น Good to Great ตามแนวคิดของ Collins  คือ 1.เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ก่อตัวสั่งสมมาทีละน้อย และ 2.เป็นผลมาจากพัฒนาการ ที่ยกระดับมาอีกขั้นหนึ่ง

ประเด็นสำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่ขอหยิบยกมากล่าวถึง คือ แนวคิดภาวะผู้นำระดับ 5 (Level 5 Leadership) คำว่า “ระดับ 5” หมายถึง ลำดับขั้นความสามารถของผู้นำ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5 ระดับ ระดับ 5 คือ ระดับสูงสุด ผู้นำระดับ 5 มีบุคลิกซึ่งผสมกันระหว่างบุคลิดส่วนตัว ซึ่งอ่อนน้อมถ่อมตน และเจตจำนงในความเป็นมือาชีพ แน่นอนว่า พวกเขามีความทะเยอทะยาน แต่เป็นความทะเยอทะยานเพื่อบริษัท ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

คุณลักษณะที่สำคัญของผู้นำระดับ 5 จากผลการวิจัยของ Collins มีดังนี้

– เป็นผู้นำที่มีการวางตัวผู้สืบทอดตำแหน่ง เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในรุ่นถัดไป

– เป็นคนถ่อมตัว หลีกเลี่ยงการแสดงตัวต่อสาธารณะ

– ถูกขับเคลื่อนอย่างรุนแรงด้วยความต้องการที่จะสร้างผลงานที่ยั่งยืน มุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างที่จำเป็น เพื่อสร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะมีความยากลบากเพียงใด

– มีความพากเพียรในการทำงาน

– แบ่งปันความดีความชอบในการทำงานจนสำเร็จให้คนอื่น แต่ถ้างานล้มเหลว จะแบกรับความรับผิดชอบไว้กับตัวเอง

คำถามสำคัญก็คือ ทำไม Collins ถึงทำการศึกษาเกี่ยวกับผู้นำ ก็เพราะผู้นำมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันให้องค์กรก้าวเดินไปข้างหน้า อย่างถูกต้องเหมาะสม ถูกทิศทาง ผู้นำมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจอย่ากล้าหาญต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์กร และมีส่วนสำคัญในการสร้าง Strategic Governance, Human Capital, Environment, และ Stakeholder Capital  ซึ่งมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของกิจการ ดังรายละเอียดที่ได้กล่าวไปแล้วในบทความ แนวคิดสู่การเป็นองค์กรที่ยั่งยืนตอนที่ 1

Collins ค้นพบว่า การเลือกคนที่เหมาะสมเป็นประเด็นที่สำคัญ และต้องมาก่อนการคิดว่า จะทำอะไร (First Who Then What) องค์กรที่ดีจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงบริษัทด้วยการหาคนที่เหมาะสมขึ้นรสบัสคันเดียวกัน และเอาคนที่ไม่ใช่ลงไป หลังจากนั้นจึงค่อยคิดร่วมกันว่า จะขับรถไปทางไหน ส่วนองค์กรที่ล้มเหลว มักจะมีผู้นำที่เก่งๆ เพียงคนเดียวเป็นคนคิดกำหนดวิสัยทัศน์ แล้วสรรหาผู้ช่วยเก่งๆ หลายคนมาทำตามวิสัยทัศน์ รูปแบบนี้ธุรกิจจะล้มเหลวเมื่อผู้นำนั้นจากไป

บริษัทที่ดีที่ก้าวไปเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ เริ่มต้นเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่โดยการเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้าย พิจารณาสถานการณ์ที่เป็นจริงโดยไม่หลอกตัวเอง สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยอมรับฟังเสียงของคนในองค์กร ซึ่งจะทำให้ความจริงได้รับการรับฟัง ซึ่ง Collins ได้นำเสนอ หลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ

  1. ชี้นำด้วยคำถาม ไม่ใช่ให้คำตอบ
  2. ใช้การมีส่วนร่วมในการพูดคุย หารือ ไม่ใช่การบังคับ
  3. วิเคราะห์ความผิดพลาด โดยไม่โยนความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง
  4. ให้แน่ใจว่าไม่มีข้อมูล ข่าวสาร และความจริงเรื่องใด ที่ถูกมองข้ามไป

บริษัทที่ดีที่ก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ มีกลยุทธ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในมิติที่สำคัญ 3 มิติ ได้แก่

  1. อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด และอะไรที่ทำไม่ได้ ให้เราทำเฉพาะในสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดเท่านั้น ตัวอย่างเช่น Abbot Laboratories เผชิญกับความจริงที่ว่า ไม่สามารถที่จะเป็นบริษัทยาที่ดีที่สุดในโลกได้ แม้ว่า รายได้จากยาจะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 99 ของรายได้ทั้งหมด บริษัทจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่การสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดต้นทุนระบบการรักษาพยาบาล โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก คือ สินค้าที่เกี่ยวกับระบบโภชนาการในในโรงพยาบาล เครื่องมือในการวินิจฉัยโรค เครื่องมือ เครื่องใช้ในโรงพยาบาล
  2. อะไรคือพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของกิจการ จากผลการศึกษา Collins พบว่า การที่จะเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ด้วย บริษัทแต่ละแห่งต่างสร้างเครื่องมือวัดที่ยอดเยี่ยมของตนเอง โดยไม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่สังกัดอยู่เลย พวกเขาทำได้เพราะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสภาพธุรกิจของตนเอง ตัวอย่างเช่น Walgreens ซึ่งเป็นร้านขายยา ได้เปลี่ยนเป้าหมายในการวัดผลการดำเนินงานของตนเอง จากอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้กันทั่วไปในธุรกิจค้าปลีก คือ อัตรากำไรต่อร้านค้า มาเป็น กำไรต่อการเข้าร้านแต่ละครั้งของลูกค้า ทำเลที่ดีๆ ของร้านสะดวกซื้อ แม้จะมีราคาแพง แต่ก็ช่วยเพิ่มอัตราส่วนกำไรต่อการเข้าร้านแต่ละครั้งของลูกค้าได้ ซึ่งทำให้ Walgreens เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าได้ ด้วยการเปิดร้าน 9 สาขา ในระยะทางเพียง 1 ไมล์ และสามารถทำกำไรเพิ่มไปพร้อมๆกันด้วยอัตราส่วนที่เคยใช้ในมาตรฐานธุรกิจค้าปลีก
  3. สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น มีอะไรที่ทำให้เรารักและปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำมันอย่างตั้งอกตั้งใจ ความรักความพิศวาสนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความรักต่อตัวสินค้า ต่อร้านสะดวกซื้อ ความพิศสาสในยา แต่เป็นความรักในสิ่งที่กำลังทำอยู่ และเป็นความรักที่ลึกและจริงแท้ และความรักนี้ อาจไม่ใช่ความรักต่อตัวธุรกิจอย่างเดียว แต่เป็นความรักต่อสิ่งที่เป็นจุดยืนของบริษัทก็ได้ ตัวอย่างเช่น พนักงานของ ธนาคาร Fannie Mae ไม่ได้พิศวาสกับกระบวนการ ขั้นตอนในการแปลงสินเชื่อจำนองให้เป็นหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันได้ในตลาดทุน สิ่งที่เป็นแรงจูงใจของพวกเขาก็คือ การช่วยให้คนทุกชนชั้น ทุกสีผิว บรรลุถึงความฝันที่จะมีบ้านของตัวเอง

การสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ให้มีความยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่คนในองค์กรต้องมีวินัยในตัวเอง มีการกระทำที่มีวินัย และยึดมั่นอยู่มิติสำคัญ 3 ประการที่กล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า หลายองค์กรเริ่มมีการใช้กฎระเบียบที่เคร่งครัดเข้มงวดจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรแบบราชการ มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน เพื่อชดเชยความไร้ประสิทธิภาพ และการขาดวินัย ซึ่งเกิดขึ้นเพราะว่า ได้คนที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมมาร่วมงานตั้งแต่แรก ถ้าได้คนที่ถูก และขจัดคนที่ไม่เหมาะสมออกไป ก็ไม่ต้องมีวัฒนธรรมองค์กรแบบราชการ

วัฒนธรรมของความมีวินัย มีลักษณะสำคัญสองอย่างควบคู่กัน คือ เรียกร้องให้คนต้องยึดมั่นอยู่ในระบบ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ให้คนมีเสรีภาพและความรับผิดชอบภายใต้กรอบของระบบ ดังนั้น วินัยจึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการทำงานเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการสรรหาคนที่มีวินัยซึ่งสามารถสร้างความคิดที่มีวินัย เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างมีวินัยได้

ประการสำคัญต่อมา บริษัทที่ดีที่ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ ต้องมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยเป็นตัวเร่ง เพื่อก้าวข้ามช่วงเวลาที่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก แต่บริษัทเหล่านี้จะไม่สนใจเทคโนโลยีที่เป็นกระแส ที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ แต่จะเป็นผู้บุกเบิกการใช้เทคโนโลยีที่คัดเลือกมาแล้วอย่างรอบคอบ และต้องเป็นเทคโนโลยีที่เข้ากันได้กับธุรกิจ

เวลาผ่านไปจากวิกฤตซับไพรมสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ บางบริษัทที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ซึ่ง Collins เคยเขียนถึงไว้ในหนังสือของเขาเล่มก่อนๆ กลับเสื่อมถอย บางรายล้ม บางรายสูญเสียความยิ่งใหญ่ที่เคยมีไป

ยกตัวอย่าง Motorola ซึ่งครั้งหนึ่ง เคยครองตลาดอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่เกือบ ร้อยละ 50 ของตลาด แต่ส่วนแบ่งตลาดเหลือเพียงแค่ ร้อยละ 17 ในปลายทศวรรษ 1990 สาเหตุส่วนหนึ่งที่ค้นหาคำตอบได้ไม่ยากมาจากการที่ Motorola ยังยึดอยู่กับโทรศัพท์ระบบ Analog ในขณะที่เทคโนโลยี Digital เข้าสู่ตลาดโทรศัพท์มือถือตั้งแต่ ปี 1995 แต่ Motorola ปล่อยผ่านโอกาสนั้นไปอย่างน่าเสียดาย

อะไรทำให้บริษัทชั้นนำเหล่านี้มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในตลาด คำตอบ ที่น่าสนใจของ Collins คือ บริษัทเหล่านี้พลาดโอกาสไม่ใช่เพราะความขี้เกียจหรือเมินเฉยต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะจากการศึกษาของ Collins บริษัทเหล่านี้ได้พยายามอย่างหนักที่จะรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันที่เสื่อมถอยลง เพียงแต่พวกเขาวางเป้าหมายที่ควรจะให้ความสำคัญกลับ ผิดพลาดไปหมด

How The Mighty Fall: And Why Some Companies Never Give In เป็นหนังสืออีกเล่ม ที่ Collins แต่งขึ้นในปี 2009 จุดเด่นของ How the Mighty Fall อยู่ที่ “5 ระยะที่ทำให้บริษัทที่ยิ่งใหญ่เดินสู่ความตกต่ำ” ซึ่งหากผู้นำองค์กรและคนในองค์กรนั้นๆ สามารถสังเกตพบความ ผิดพลาดเหล่านี้ได้แต่เนิ่นๆ ก็สามารถพลิกสถานการณ์จากเลวร้ายกลายเป็นดีได้บ้าง

ระยะแรก คือ Arrogance born of success ความเย่อหยิ่งทระนงตนที่เกิดจากความสำเร็จ ระยะแรกของหายนะนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนในองค์กรนั้นๆ กลายเป็นพวกเย่อหยิ่ง มองความสำเร็จเป็นเสมือนสิทธิพิเศษ และมองข้ามว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญแท้จริงที่ช่วยสร้างความสำเร็จให้แก่บริษัทมาตั้งแต่แรกเริ่ม

ระยะที่ 2 คือ Undisciplined pursuit of more การมุ่งหวังที่จะมีมากขึ้นโดยละทิ้งวินัย บริษัทที่อยู่ในระยะที่ 2 ของการไปสู่จุดตกต่ำ มักจะเบี่ยงเบนไปจากการ สร้างความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นระบบ และทำตามอย่างมีวินัย ซึ่งเคยนำพาบริษัทไปสู่ความยิ่งใหญ่ โดยพวกเขาได้ตัดสินใจก้าวกระโดดไปสู่ธุรกิจด้านอื่นๆ อย่างไร้วินัย ซึ่งเป็นธุรกิจในสาขาที่พวกเขาไม่สามารถ ยิ่งใหญ่หรือเติบโตได้รวดเร็วกว่าที่พวกเขาสามารถบรรลุได้ด้วยความเป็นเลิศที่มีหรือทั้งสองอย่าง

เขายกตัวอย่างคนที่มีเงินแต่กลับเลือกลงทุนในสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ โดยหวังว่าจะได้ผลตอบแทน ซึ่งเขาไม่สามารถกำหนดหรืออธิบายได้ว่าจะได้มาอย่างไร ทั้งหมดเป็นเพราะพวกเขาแค่ต้องการที่จะได้มากขึ้นเท่านั้น

ระยะที่ 3 คือ Denial of risk and peril การไม่ยอมรับความเป็นจริงของความเสี่ยงและหายนะ ในระยะนี้ธุรกิจที่มุ่งหน้าไปสู่ความตกต่ำมักพยายามหาทางอธิบาย ข่าวร้ายหรือข้อมูลที่ทำให้ไม่สบายใจ แม้จะมีสัญญาณเกิดขึ้นให้เห็นอย่างมากมาย ตัวอย่างที่เด่นชัด คือ วิกฤตซับไพรม ซึ่งหลายคนมักจะบอก ตั้งแต่แรกว่าไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ใครๆ พยายามบอก

ระยะที่ 4 Grasping for salvation เมื่อวิกฤตมาเยือน ในระยะที่ 4 นี้เองที่ทุกคนเริ่มมองเห็นวิกฤตที่แท้จริง เป็นต้นว่า ผลกำไรบริษัทลดลงเรื่อยๆ หรือเศรษฐกิจของประเทศหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบย่อมทำให้งบดุลมีแต่เสื่อมถอยลง

ระยะที่ 5 Capitulation to irrelevance or death ความเปราะบางทางการเงินที่นำไปสู่ความตกต่ำ ในระยะนี้หากพบว่ายิ่งบริษัทอยู่ในภาวะวิกฤตนานเท่าใด ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้มากขึ้นว่าบริษัทนั้นๆ จะเผชิญความตกต่ำทางธุรกิจอย่างเลี่ยง ไม่ได้ เพราะการขาดทุนสะสมและ ความผิดพลาดราคาแพงจะเริ่มกัดกร่อนความแข็งแกร่งและจิตวิญญาณ จนทำให้ผู้นำองค์กรหมดหวังที่จะสร้างอนาคตที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้หากไม่เกิดการขายกิจการ ธุรกิจก็จะตายไปในที่สุด

บทความฉบับหน้า ผมจะกล่าวถึงหนังสือ Built to Change: How to Achieve Sustained Organizational Effectiveness ซึ่งแต่งโดย Edward E. Lawler III และ Christopher G. Worley ซึ่งมีแนวคิดสำคัญที่นำไปสู่การเป็นองค์กรที่ยั่งยืน อย่าลืมติดตามนะครับ

 
1 ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 23, 2011 in Management

 

ป้ายกำกับ: , ,

One response to “เป็นองค์กรที่ดีเพื่อก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ (Good to Great)

  1. free Instagram followers hack

    เมษายน 17, 2014 at 5:56 pm

    All things arre very open with a very cclear description associated with the
    issues. It actually was truly informative. Your internet site
    is useful. Thanks for sharing!

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: