RSS

องค์ประกอบสำคัญในการเป็นองค์กรที่ยั่งยืน (Sustainable Organization Component)

24 ธ.ค.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

ต้นไม้ที่มีอายุยืนได้เป็น 100 ปี นอกจากจะต้องมีรากที่หยั่งลึก ซึ่งเปรียบเสมือนอุดมการณ์ของบริษัท (Core Ideology) ที่ต้องดำรงรักษาไว้ (Preserve) ซึ่งได้แก่ วัตถุประสงค์ของการดำรงอยู่ (Purpose), ค่านิยมหรือคุณค่าหลัก( Values) , และ วิสัยทัศน์ (Vision)   ต้นไม้ที่ยั่งยืน ต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง (Change) อยู่เสมอ เพื่อปรับตัวให้เข้าสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับองค์กรหรือโลกธุรกิจจะอยู่รอดได้ ก็ต้องอาศัยการปรับตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพการทำธุรกิจจากภายนอก ถ้าไม่ปรับตัวทำการเปลี่ยนแปลง องค์กรก็อยู่ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยใดก็ตาม องค์กรต้องพร้อมรับมือต่อสิ่งที่ไม่ได้คำนึงถึงเสมอ

องค์กรต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่องค์กรต้องการจะไปให้ถึง  วิสัยทัศน์เปรียบเสมือนตั๋วเดินทางที่จะนำองค์กรของท่านไปสู่ความสำเร็จ วิสัยทัศน์เป็นภาพที่ทุกคนในองค์กรวาดความฝันร่วมกัน ว่าอยากเห็นองค์กรของเราเป็นอย่างไรในอนาคต (Shared Vision) และต้องมีความมุ่งมั่นในการที่จะดำรงรักษาความฝันนั้นไว้ เพื่อไปให้ถึง

มีข้อถกเถียงกันมากว่า จะเขียนประโยควิสัยทัศน์อย่างไรดี ถึงจะถูกต้อง บางองค์กรก็ใช้วิธีการเขียนวิสัยทัศน์ด้วยการกำหนดอย่างกว้างๆ ว่าองค์กรของเราจะเป็นอะไร เช่น

วิสัยทัศน์ของ บมจ.บางจาก “Greenergy Excellence” มุ่งสร้างสรรค์ธุรกิจพลังงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (www.bangchak.co.th)

วิสัยทัศน์ของธนาคารกสิกรไทย “มุ่งมั่นเป็นสถาบันการเงินที่มั่นคงที่สุด ที่ริเริ่มในสิ่งใหม่ และกระทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นสถาบันการเงินไทยที่ให้บริการอย่างดีที่สุดแก่ลูกค้า” (www.kasikornbank.com)

หรืออาจกำหนดเป็นเป้าหมายให้ชัดเจนไปเลยว่า องค์กรต้องการจะเป็นอะไร เมื่อไร ตัวอย่างเช่น

วิสัยทัศน์ของเครือซิเมนต์ไทย (SCG) “ภายในปี พ.ศ. 2558 SCG จะเป็นองค์กรที่ได้รับการยกย่องในฐานะเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมที่น่าร่วมงานด้วย และเป็นแบบอย่างด้านบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน” (www.siamcement.com)

โดยส่วนตัวผมชอบแนวทางแบบหลังมากกว่า เพราะมีกรอบของระยะเวลาที่ท้าทาย เพื่อให้ทุกคนในองค์กรของเรามุ่งมั่น กล้าหาญ และร่วมกันหาวิธีการที่จะไปให้ถึงความฝันนั้นๆ ให้ได้โดยเร็ว

ประธานาธิบดี John F. Kennedy  ประกาศ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 1961 ว่า สหรัฐอเมริกาจะต้องส่งนักบินอวกาศ ไปลงบนดวงจันทร์และกลับมายังโลกโดยปลอดภัยให้ได้ภายใน 10 ปี เป็นการประกาศภายหลังจากที่สหภาพโซเวียตสามารถส่งนักบินอวกาศ Yuri Gagarin เป็นนักบินอวกาศคนแรกของโลกที่สามารถเดินทางสู่อวกาศได้ในวันที่ 12 เมษายน 1961 (http://history.nasa.gov/moondec.html) ถือเป็นตัวอย่างแรกๆ ของการประกาศวิสัยทัศน์ ที่เป็นวิสัยทัศน์ที่มีพลัง กล้าหาญ สร้างแรงบันดาลใจ และนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศอย่างเข้มข้นของสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา

หลักการสำคัญในการกำหนดวิสัยทัศน์ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการดำรงอยู่ของกิจการ (Purpose) ผู้อ่านอาจพบว่าในตำราบางเล่ม ไม่มีการกล่าวถึง Purpose แต่กล่าวถึง Mission หรือ พันธกิจ ซึ่งมีสาระสำคัญทั้งที่เหมือนกัน และแตกต่างกันกับ Purpose ไว้จะขอกล่าวถึงถึงโอกาสต่อไปนะครับ

จากรากแก้วมาสู่ลำต้นของต้นไม้ซึ่งเปรียบเสมือนเป้าหมายขององค์กร (Goal) เป้าหมายต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ของบริษัท ซึ่งหากต้นไม้มีรากแก้วที่แข็งแรงสุขภาพดี ลำต้นก็จะแข็งแรงด้วยเช่นเดียวกัน ลำต้นของต้นไม้อายุ 100 ปี จะมีลำต้นขนาดใหญ่หลายคนโอบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นทุกปีของต้นไม้ ถ้าเราตัดขวางลำต้นเราก็จะสามารถนับอายุของต้นไม้ได้จากเส้นวงปี เช่นเดียวกับองค์กรที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ต้องมีเป้าหมายที่มีพัฒนาการเพิ่มขึ้น เติบโตยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

ทำไมถึงต้องเป็นเช่นนั้น เพราะว่า ในตลาดการแข่งขันไม่ได้มีเราทำธุรกิจเพียงรายเดียว เรามีบริษัทคู่แข่งหลายราย แต่ละรายล้วนต้องการที่จะมีการเติบโตทั้งยอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี หากบริษัทใดสามารถทำอัตราการเติบโตของรายได้ (Sales Growth) ได้มากกว่าอัตราการเติบโตของตลาด (Market Growth)  นั่นแสดงว่าบริษัทนั้นสามารถทำการแย่งชิงส่วนครองการตลาด (Market Share) ได้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา (อ่านแนวทางการกำหนดเป้าหมายได้ที่บทความองค์กรจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร ตอนที่1)

กิ่งก้านของต้นไม้อายุ 100 ปี เปรียบเสมือนกลยุทธ์ขององค์กร (Strategy) ลองจินตนาการถึงภาพต้นไม้ต้นหนึ่งที่ปลูกอยู่ข้างบ้านของท่านนะครับ ในช่วงเวลากลางวัน ด้านหนึ่งของต้นไม้จะมีแสงแดดส่องมาถึงทั้งวัน ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของต้นไม้ มีแต่ร่มเงาของตัวบ้านบดบังแสดงแดดตลอดทั้งวัน ท่านว่าต้นไม้ต้นนี้จะมีโน้มกิ่งไปทางไหนระหว่างด้านที่มีแสงแดด กับด้านที่มีแต่ร่มเงา

แน่นอนครับว่า แสงแดดคือสิ่งจำเป็นและโอกาส (Opportunity) ของการอยู่รอดของต้นไม้ ในขณะที่ร่มเงาถือเป็นภัยคุกคาม (Threat) ต่อการอยู่รอดของต้นไม้ ต้นไม้ต้องยื่นกิ่งก้านสาขา และโน้มกิ่งก้านสาขา ไปหาด้านที่มีแสงแดดส่องถึงให้ได้มากที่สุด หากเปรียบกับการกำหนดกลยุทธ์ขององค์กร องค์กรต้องพิจารณาให้ได้อย่างถ่องแท้ว่า อะไรคือโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities) และอะไรคือ ภัยคุกคามทางธุรกิจ (Business Threats)  และกำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับโอกาสสามารถฉกฉวยนำโอกาสมาใช้เป็นประโยชน์เพื่อการอยู่รอดและเติบโตขององค์กร และกำหนดกลยุทธ์ที่จะหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม

Edward E. Lawler III และ Christopher G. Worley กล่าวไว้ในหนังสือ Built to Change: How to Achieve Sustained Organizational Effectiveness ว่า การปรับกลยุทธ์และการปรับทิศทางของกลยุทธ์ นับว่าเป็นป้อมปราการที่สำคัญขององค์กรที่พร้อมตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลง องค์กรที่ตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากองค์กรทั่วไป คือ

  1. องค์กรที่ตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลง คำนึงถึงอนาคตและศึกษาสภาพแวดล้อมมาใช้ในการตัดสินใจ เพื่อสร้างกลยุทธ์ใหม่ต่อไป
  2. เข้าใจว่าอะไรคือเอกลักษณ์ขององค์กรที่ชัดเจน (Identity)  ได้มาอย่างไร และมีผลต่อความสำเร็จขององค์กรอย่างไร ผมขอยกตัวอย่าง เครือซีเมนต์ไทย มีเอกลักษณ์ขององค์กรที่โดดเด่นในเรื่องของ “คน” ซึ่งเป็นทั้งคนเก่งและคนดี มีความมุ่งมั่น และพลังในการสร้างอนาคตที่เป็นเลิศในด้านนวัตกรรมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
  3. องค์กรต้องมีเอกลักษณ์ที่ตอบรับต่อสภาพแวดล้อมและสนับสนุนต่อการเปลี่ยนแปลง
  4. เปลี่ยนกลยุทธ์เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ความตั้งใจที่ได้วางไว้ไม่ใช่เปลี่ยนแบบสุ่มๆ ไม่มีที่มาที่ไป แต่ความตั้งใจที่ได้วางไว้ถูกเปลี่ยนไปเพราะทิศทางอนาคตให้สัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น
  5. ทบทวนกลยุทธ์เดิมๆ ด้วยการชักชวนและเชิญทุกฝ่ายเข้าร่วมต่อการเปลี่ยนแปลง มีการสื่อสารถึงเรื่องที่จะทำการเปลี่ยนแปลง และมีการทบทวนพูดคุยอยู่เสมอ
  6. มีการนำเสนอความคิดริเริ่มเพื่อสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ
  7. พิจารณาจุดแข็งของเอกลักษณ์ขององค์กรในปัจจุบัน และใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

ใบไม้เปรียบเสมือน การจัดองค์กร (Organization) ที่รวมถึงการจัดโครงสร้างองค์กร(Organizational Structure)  และ การจัดสรรทรัพยากร (Resources Management) การจัดสรรข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง(Right Information) เพื่อใช้ในการวัดผลและการตัดสินใจ

โครงสร้างองค์กร คือ ตัวชี้วัดความสำคัญว่า องค์กรจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้มากแค่ไหน และเป็นสิ่งแรกที่เวลาผู้บริหารพูดถึงความเปลี่ยนแปลง ก็จะพูดถึงโครงสร้างองค์กรก่อนว่าเป็นอย่างไร การจัดโครงสร้างองค์กรไม่ใช่เป็นเรื่องของการจัดสรรคน โยกย้ายคน แต่เพียงอย่างเดียว  แต่เป็นเรื่องของการพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ขององค์กร และจัดโครงสร้างองค์กรให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมที่คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น องค์กรที่มีพลวัต พร้อมที่จะทำการเปลี่ยนแปลงตนเองนั้น ควรเป็นองค์กรที่มุ่งเน้น (Focus) ไปยังลูกค้า มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดในตำแหน่งงานและขอบเขตภาระหน้าที่เฉพาะที่ปรากฎในคำอธิบายพรรณาหน้าที่งาน (Job Description)

การจัดสรรทรัพยากร องค์กรควรให้ความสำคัญต่อ “คน” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร องค์กรต้องใช้กลยุทธ์ในการสรรหา “คนเก่ง”  และมีความพร้อมที่จะตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากสภาพภายนอก การบริหารคนเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมาก แม้แต่องค์กรที่มีสภาพการทำงานที่มั่นคงก็มีปัญหาในเรื่องนี้ และยิ่งมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อสภาพแวดล้อมภายนอกเปลี่ยนไป องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ เปลี่ยนสมรรถภาพและความสามารถใหม่ในการทำงาน เพราะไม่มีระบบใดที่จะสามารถใช้ได้ตลอดไปในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบ เปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานในรูปแบบใหม่ ซึ่งต้องใช้สมรรถภาพการทำงานรูปแบบใหม่

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีสูตรตายตัวใดๆ ที่จะบอกถึงวิธี การบริหารรักษาพนักงานได้ดีที่สุด แต่การให้ความสนใจต่อพนักงาน การสร้างความพึงพอใจให้กับพนักงาน จะทำให้การลาออกลดน้อยลง และจะมีวิธีการสนับสนุนให้พนักงานได้ใช้ศักยภาพ ความรู้ความสามารถของตน แสดงออกมาอย่างเต็มที่ได้อย่างไร

การจัดสรรข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง  เพื่อใช้ในการวัดผลและการตัดสินใจ การออกแบบให้กับโครงสร้างใหม่ขององค์กรที่พร้อมตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลง จะต้องเข้าใจถึงคำถามสำคัญ 3 ประการ ที่จะทำให้องค์กรไปในทิศทางเดียวกัน คือ

  1. องค์กรได้รับข้อมูลแบบไหน ทำการเก็บข้อมูลและนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้อย่างไร
  2. จะใช้ข้อมูลในการวัดผลการทำงานของพนักงาน หน่วยงาน และองค์กรโดยรวมอย่างไร
  3. ใครควรจะอยู่ในกระบวนการตัดสินใจเรื่องใด  และใช้ข้อมูลใด

การตัดสินใจต่อการเปลี่ยนแปลงทางกลยุทธ์ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากพนักงาน ซึ่งจะส่งผลให้มีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงลดน้อยลง ข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการวัดผลต้องมีการประสานงานเชื่อมต่อข้อมูลถึงกัน เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และมีความโปร่งใส

ต้นไม้จะยั่งยืนได้ต้องปรับตัวเองให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อม (Environment) ดิน ฟ้า อากาศ พายุ ฤดูกาล ต่างๆ ได้ เช่นเดียวกับองค์กรที่เราไม่สามารถไปควบคุมสภาพแวดล้อมภายนอกขององค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี กฎหมาย ภัยธรรมชาติ ลูกค้า คู่ค้า คู่แข่ง องค์กรต้องทำการติดตาม ประเมิน (Monitoring) สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตอย่างต่อเนื่อง และปรับกลยุทธ์ให้มีความสอดคล้อง สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้นได้

ต้นไม้จะยั่งยืนได้ต้องเป็นต้นไม้ที่ยังประโยชน์ให้สังคม (Community) ให้ดอก ผล ร่มเงา ต่อสังคม เช่นเดียวกับองค์กรที่จะยั่งยืนต้องเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อสังคม ไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน ไม่ทำการผลิตสินค้า บริการ ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายคุณภาพชีวิตของคนในสังคมชุมชน  

ต้นไม้ที่ยั่งยืนจะได้รับการดูแลรักษาโดยชุมชน รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย เช่นเดียวกับองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม จะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาเป็นกำไร (Profit) ด้วยการสนับสนุนจากลูกค้า ในการซื้อสินค้า บริการ บอกต่อ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตของยอดขาย และกำไร ที่ต่อเนื่องในระยะยาว

 
4 ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 24, 2011 in Management

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

4 responses to “องค์ประกอบสำคัญในการเป็นองค์กรที่ยั่งยืน (Sustainable Organization Component)

  1. HUG

    กุมภาพันธ์ 10, 2012 at 4:10 pm

    ขอบคุณครับสำหรับเนื้อหาและการอธิบายทั้งหมด อ่านแล้วเข้าใจง่าย
    ผมไม่ได้เรียนด้านการตลาด แต่ช่วยเพื่อนหาข้อมูลทำรายงาน อ่านจากหนังสือก็ไม่เข้าใจ
    ดีที่ได้เวบของอาจารย์ช่วยยกตัวอย่างมาอธิบายเสริม
    ทำให้รู้สึกสนุก ยิ่งอ่านก็ยิ่งอยากอ่านบทต่อ ๆ ไปอีก

    ขอเป็นกำลังใจให้ครับ

     
    • phongzahrun

      กุมภาพันธ์ 10, 2012 at 5:45 pm

      ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ รู้สึกดีที่รู้ว่าบทความมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ถ้ามีความสนใจเรื่องใดนอกเหนือจากที่ผมเขียนไปแล้ว แนะนำมาได้นะครับ จะได้ค้นคว้า เรียบเรียงมานำเสนอต่อไป

       
  2. aniwat pussako

    เมษายน 5, 2012 at 12:50 am

    ขอขอบคุณมากนะครับ บทความเป็นประโยชน์และเข้าใจง่าย นำไปอ้างอิงได้
    น.ต.อนิวัตร ปัสสาโก

     
  3. ดร.พัธ ธ รังษี บรมวงศ์ไพศาล

    มีนาคม 5, 2013 at 8:22 pm

    ขอบคุณมากครับสำหรับบทความดีดีที่เป็นประโยชน์
    จาก ดร.พัธ ธ รังษี บรมวงศ์ไพศาล

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: