RSS

เราเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ด้วยหลัก 90/10

16 ม.ค.

ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

Prof.Stephen Covey ได้นำเสนอหลักคิด 90/10  ไว้ตั้งแต่ปี 2008 ว่าเป็นหนทางแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้น (อย่างน้อยที่สุดจะเปลี่ยนปฏิกิริยาการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ)

หลักการนี้คืออะไร?

เป็นเรื่องง่ายๆ คือ 10% ของชีวิตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ ส่วนอีก 90% นั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของเราในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ นัยยะของเรื่องนี้คือ มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและอยู่เหนือความคาดคิด หรือที่เราไม่สามารถควบคุมได้เพียง 10%

เช่น เราไม่สามารถห้ามรถยนต์ไม่ให้เสีย หรือการที่เครื่องบินมาถึงล่าช้ากว่ากำหนดจนทำให้กำหนดการต่างๆ คลาดเคลื่อนไป หรือเราขับรถถูกช่องจราจร แต่ถูกรถคันอื่นขับปาดหน้า เราไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ 10% นี้ที่เกิดกับเรา แต่อีก 90% ที่เหลือนั้นเราสามารถกำหนดได้ ทำอย่างไร?

คำตอบคือ ด้วยปฏิกิริยาของเรา เราไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เราสามารถควบคุมปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์เหล่านั้น เราสามารถเลือกวิธีการตอบสนองได้

เรามาลองศึกษาจากตัวอย่างต่อไปนี้

สมมุติว่าเรากำลังรับประทานอาหารเช้ากับครอบครัว บังเอิญลูกสาวเราพลาดทำกาแฟหกใส่เสื้อเชิ้ตเรา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เหนือการควบคุมของเรา

เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่เหตุการณ์ต่อจากนั้นจะเป็นเรื่องของปฏิกิริยาสนองตอบของเรา เราอาจจะสบถและดุด่าลูกสาวเราอย่างรุนแรงจนทำให้เธอร้องไห้ และตามด้วยการหันไปบ่นกับภรรยาเราว่า วางแก้วกาแฟไว้ที่ริมโต๊ะมากเกินไป เหตุการณ์ต่อมาคือ การถกเถียงกันเล็กน้อย แล้วเราก็เดินปึงปังขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อในห้องชั้นบน เมื่อกลับลงมาก็พบว่าลูกสาวเรายังคงร้องไห้ไม่หยุด ไม่พร้อมที่จะไปโรงเรียน ในที่สุดก็พลาดรถโรงเรียน ภรรยาเราก็ต้องรีบออกไปทำงานทันที ดังนั้นเราจึงต้องรีบขับรถเพื่อจะพาลูกสาวเราไปส่งโรงเรียน

แต่เป็นเพราะเรากำลังสาย จึงเร่งขับรถด้วยความเร็วบนทางด่วน 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกินกว่าพิกัดความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่กฎหมายกำหนดไว้ สิ่งที่ตามมาก็คือ หลังจากเสียเวลาไป 15 นาที และค่าปรับอีก 500 บาท เมื่อมาถึงโรงเรียน ลูกสาวเราก็รีบกระโดดลงจากรถโดยไม่ร่ำลาเลยสักคำ

ส่วนตัวเราเองก็มาถึงที่ทำงานสาย 20 นาที ซ้ำร้ายกว่านั้น เราพบว่าตัวเองได้ลืมกระเป๋าทำงานไว้ที่บ้าน วันนั้นจึงเป็นวันที่แย่และเลวร้าย และดูเหมือนว่ามันยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆ จนทำให้เรารู้สึกอยากกลับบ้าน เมื่อกลับมาถึงบ้าน เราได้สัมผัสกับความหมางเมินของภรรยาและลูกสาวเรา ความสัมพันธ์ไม่เหมือนเดิม

ทำไม?  ทุกอย่างเกิดจากปฏิกิริยาของเราต่อเหตุการณ์เมื่อตอนเช้านั่นเอง เราลองมาสำรวจสาเหตุของวันที่แสนแย่นี้ด้วยกัน

ก. กาแฟเป็นต้นเหตุอย่างนั้นหรือ? หรือ
ข. ลูกสาวเราเป็นคนก่อเหตุใช่ไหม? หรือ
ค. ตำรวจเป็นสาเหตุของเรื่องหรือเปล่า? หรือ
ง. ตัวเราเองนั่นแหละ ทำให้เกิดเหตุการณ์ทั้งหมด?
 คำตอบคือ ข้อ ง.

เราไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาแฟแก้วนั้นได้ แต่ปฏิกิริยาของเราใน 5 นาทีแรกนั่นเอง คือสิ่งที่ก่อให้เกิดวันเลวร้ายนั้น

ต่อไปนี้คือ สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น

เมื่อกาแฟหกเลอะตัวเรา ลูกสาวเรากำลังตกใจและขวัญเสียจนจะร้องไห้ เราควรจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ไม่เป็นไรลูก ต่อไปขอให้ระวังมากกว่านี้ก็แล้วกัน” หลังจากนั้นรีบหาผ้าซับและไปเปลี่ยนเสื้อพร้อมหยิบกระเป๋าทำงาน เมื่อเราลงมาก็พบว่าลูกสาวเรากำลังขึ้นรถโรงเรียน เธอหันมาโบกมือลา ตัวเราเองก็ถึงที่ทำงานก่อนเวลา 5 นาที สามารถสนทนากับเพื่อนๆ ด้วยอารมณ์เบิกบาน จนเจ้านายทักว่าคงเป็นวันที่ยอดเยี่ยมมากของเรา
เห็นความแตกต่างไหม? ความแตกต่างกันของ 2 เหตุการณ์ ที่มีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน แต่จบต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ทำไม? เพราะทุกอย่างเกิดจากปฏิกิริยาของเราในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ เราไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ 10% นี้ที่เกิดกับเรา แต่อีก 90% ที่เหลือนั้นเราสามารถกำหนดได้

ลองนึกถึงเหตุการณ์ เรากำลังขับรถไปทำงานตอนเช้าในช่วงเวลาที่รีบเร่ง ทันใดนั้นมีรถคันอื่นมาปาดหน้าเราในระยะกระชั้นชิด เราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร เราอาจจะตกใจ สูญเสียสติในการควบคุมรถชั่วขณะ และประคองพวงมาลัยรถ ตั้งสติทำใจให้เย็นลงเพื่อระงับอารมณ์ที่ไม่พอใจของตนเอง หรือเราจะเหยียบคันเร่งตามจี้รถคันหน้า พยายามปาดหน้าเพื่อเอาคืน หรือพุ่งชนท้ายให้สะใจ แล้วได้รับผลที่จะตามมาจากเหตุการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้ 10% ที่เกิดขึ้นตอนแรก

ลองนึกถึงอีกสักตัวอย่าง มีเพื่อนสักคนมาพูดถึงเราหรือวิพากษ์วิจารณ์เราไปในทางที่ไม่ดี ก็อย่าทำตัวเป็นฟองน้ำที่พร้อมจะซึมซับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ แต่ให้ตัวเราเป็นเสมือนกระจกที่เมื่อมีน้ำมากระทบก็จะไหลหยดผ่านไป เราต้องไม่ปล่อยให้การวิพากษ์วิจารณ์มามีผลกระทบต่อเรา การตอบสนองของเราในวิถีทางที่ไม่ถูกต้องจะทำลายความสุขของเราและส่งผลกระทบที่เลวร้ายตามมา อาจทะเลาะกับเพื่อน สูญเสียความเป็นเพื่อน

พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ได้กล่าวไว้ว่า “ ..ในชีวิตของคนเราเคยพบพานกับสิ่งที่เรียกว่า “เคราะห์” และสิ่งที่เรียกว่า “วิกฤติ” มามากมายหลายครั้ง แต่ถ้าเราไม่มีสติครองกาย ครองใจ เราจะเปลี่ยนไม่เป็น พอความทุข์เกิดขึ้นมา เราก็จมอยู่ในความทุกข์ พอถูกด่าเราก็จมอยู่ในคำด่า ถูกตำหนิเราก็จมอยู่ในคำตำหนิ ถ้าเรามีสติ เมื่อถูกด่าเราก็พลิกขึ้นมาว่า เอ๊…มันจริงไหมหนอที่เขาว่าเรา พิจารณาดู ถ้าจริงเราก็ปรับตัว ถ้าไม่จริงเราก็ปล่อยวางเขาไป สิ่งใดเกิดขึ้นเดี๋ยวสิ่งนั้นก็ดับลง…”

ตอนนี้ เรารู้เรื่อง กฎ 90/10 แล้ว นำกฎนี้ไปใช้แล้วเราจะประหลาดใจกับสิ่งดีๆที่ได้รับ
เราจะไม่เสียอะไรเลย ถ้าเราลองใช้กฎนี้  กฎ 90/10 นี่ยอดเยี่ยมากเลย  มีคนจำนวนไม่มากที่รู้จักและนำกฎนี้ไปใช้

ผลล่ะเป็นอย่างไร?  คนหลายล้านที่มีปัญหาจากความเครียด การฟ้องร้อง ปัญหาต่างๆ และเรื่องกวนใจ  เราทั้งหมดต้องเข้าใจและนำกฎ 90/10 ไปใช้  กฎนี้สามารถทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปได้


 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 16, 2012 in Management

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: