RSS

ธรรมาภิบาล ภารกิจเร่งด่วนของทุกคน

19 ก.พ.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

 

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน(Financial Action Task Force on Money Laundering) ที่เรียกกันว่า FATF ได้มีการประชุมกันที่ประเทศฝรั่งเศส มีมติให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับขึ้นบัญชีดำ Black List ในฐานะประเทศที่ไม่มีการดำเนินงานอย่างจริงจังในการป้องกันการฟอกเงิน ซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายสามารถใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน และแหล่งเงินทุนในการทำการก่อการร้ายในประเทศต่างๆ ได้ทั่วโลก

ทั้งนี้ FATF ได้แจ้งเตือนประเทศไทยตั้งแต่ปี 2553 ว่า ให้เร่งดำเนินการแก้ไข ปราบปราม และป้องกันการฟอกเงินอย่างจริงจัง และขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็น Grey List ต่อมาในปี 2554 ขึ้นบัญชีเป็น Dark Grey List และ ขึ้นบัญชีเป็น Black List ในปี 2555 และมีประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีดำใหม่อีก 4 ประเทศ ได้แก่ ปากีสถาน, อินโดนีเซีย, กานา และแทนซาเนีย รวมกับประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีดำอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว 12 ประเทศ ได้แก่  โบลิเวีย, คิวบา, เอธิโอเปีย, อิหร่าน, เคนยา, พม่า, ไนจีเรีย, เกาหลีเหนือ, เซา ตูเมและปรินซิปี, ศรีลังกา, ซีเรีย และตุรกี รวมมีประเทศที่ถูก FATF ขึ้นบัญชีดำทั้งสิ้น 17 ประเทศ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ (http://www.fatf-gafi.org/document/18/0,3746,en_32250379_32236992_49694738_1_1_1_1,00.html)

ผลกระทบที่ประเทศไทยจะได้รับจากการถูกขึ้นบัญชีดำ ก็คือ ความมั่นใจในการลงทุนของต่างชาติที่จะลดลง เพราะจะทำให้นักลงทุนคิดหนักมากขึ้น หากเข้ามาลงทุนในไทย และเรื่องของภาคอุตสาหกรรมที่แท้จริง (Real Sector) ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการนำเข้า ส่งออก ภาคธุรกิจสถาบันการเงิน บริษัทจดทะเบียน การส่งสินค้าไปค้าขายในต่างประเทศ อาจต้องใช้เอกสารมากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และกระทบกับผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการ และที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ สถาบันการเงิน เพราะจะทำธุรกรรมการเงินกับสถาบันการเงินต่างประเทศได้ยากขึ้น และมีขั้นตอนการต้องถูกตรวจสอบมากขึ้น

นอกจากนั้น ผลการจัดอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชันโลกประจำปี 2554 ประเทศไทยสอบได้ความโปร่งใสอันดับที่ 80 จาก 183 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นการจัดอันดับโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International ) ได้เปิดเผยผลการจัดอันดับดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perception Index: CPI) ประจำปี 2554 พบว่า ประเทศไทยได้ 3.4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่อันดับที่ 80 จากการจัดอันดับทั้งหมด 183 ประเทศทั่วโลก และอยู่อันดับที่ 11 จาก 26 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ (http://cpi.transparency.org/cpi2011/results)

โดยในปีนี้ ประเทศไทยมีคะแนนเท่ากับ ประเทศโคลัมเบีย เอลซัลวาดอร์ กรีซ โมรอคโค และเปรู ผลการจัดอันดับประจำปีนี้ ประเทศส่วนใหญ่ยังคงมีคะแนนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง มีเพียง 49 ประเทศเท่านั้นที่ได้คะแนนตั้งแต่ 5 คะแนนขึ้นไป โดยประเทศนิวซีแลนด์สามารถครองแชมป์อันดับหนึ่งในระดับโลก (9.5 คะแนน)และได้คะแนนมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว ส่วนเดนมาร์กและฟินแลนด์แชมป์เก่าแม้จะได้คะแนนมากขึ้นแต่ก็เป็นอันดับสอง (9.4 คะแนน)  ขณะที่อันดับสุดท้าย ได้แก่ ประเทศโซมาเลียและเกาหลีเหนือ (1.0 คะแนน)  ส่วนในภูมิภาคเอเชีย สิงคโปร์ยังครองอันดับหนึ่ง (9.2 คะแนน)

ได้มีการจัดอันดับภาพลักษณ์การคอรับชั่นของประเทศต่างๆ มาตั้งแต่ ปี 2541 และคะแนน CPI ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อรณรงค์ให้รัฐบาลและประชาชนของประเทศต่างๆทั่วโลก ได้ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศของตนเองและประเทศอื่นๆทั่วโลก เพื่อจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

จากข้อมูลการจัดอันดับของทั้งสองหน่วยงานที่ผมได้นำมาเสนอให้เราได้เห็นกัน นับว่าเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของไทยในทุกอุตสาหกรรม ยิ่งพบว่า ค่านิยมของคนไทยในปัจจุบันเริ่มให้การยอมรับ “การโกงและการกระทำทุจริตคอรัปชั่นมากขึ้น” เช่น คำกล่าวที่ว่า “โกงได้แต่ขอให้ทำงาน” หรือ “โกงได้แต่ขอให้แบ่งปันมาบ้าง” กำลังกลายเป็นค่านิยมที่เลวร้ายสำหรับสังคมไทย

สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง / ครู อาจารย์ /และประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,032 คน ระหว่างวันที่  9-13 มกราคม 2555 พบว่า สาเหตุ” ที่ทำให้เด็กและเยาวชน ณ วันนี้ มีพฤติกรรมหรือการกระทำเกี่ยวกับการทุจริต อันดับ 1 สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป มีนิสัยฟุ้งเฟ้อกับสิ่งยั่วยุทางวัตถุมากขึ้น 36.47% อันดับ 2 ขาดการปลูกฝังค่านิยมที่ดี / ขาดการดูแลเอาใจใส่ การอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัว 32.77% อันดับ 3 ไม่รู้จักพอ เกิดความโลภ ความอยากได้ /รายได้ไม่พอกับรายจ่าย 13.12% อันดับ 4 ข่าวการทุจริตต่างๆมีให้เด็กพบเห็นมากขึ้นโดยเฉพาะแวดวงการเมือง/ขาดแบบอย่างที่ดีจากผู้ใหญ่ 11.39% และอันดับ 5 กฎหมาย บทลงโทษเกี่ยวกับการทุจริตไม่รุนแรงและไม่เด็ดขาดพอ   6.25%

จากปัญหาดังกล่าว ภารกิจสำคัญของผู้บริหาร พนักงาน และสังคม ต้องเร่งดำเนินการคือ การสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ หรือ การบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล  ธรรมาภิบาล แปลจากภาษาอังกฤษว่า “ good governance ” หมายถึง การบริหารที่โปร่งใสด้วยจริยธรรม ภาคเอกชน จะใช้คำว่า “ บรรษัทภิบาล ” หรือ “ การกำกับดูแลกิจการที่ดี ” แปลจากภาษาอังกฤษ “ corporate governance” รวมทั้งคำย่อที่มักเรียกสั้น ๆ ว่า “CG”

ธรรมาภิบาลในภาคเอกชน หมายความถึง การบริหารจัดการธุรกิจที่เป็นธรรมและโปร่งใส โดยที่ผู้มีอำนาจบริหารจัดการธุรกิจนั้นๆ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และผลการกระทำของตนต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัททุกราย รวมถึงผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ พนักงาน รัฐ ลูกค้า คู่ค้า ตลอดจนประชาชน

ความสำคัญของ ธรรมาภิบาลในภาคเอกชน ก็คือ การสร้าง “ ความเชื่อถือ ” จากลูกค้า สถาบันการเงิน สังคม และคู่ค้า ฯลฯ เพราะทุกส่วนที่เกี่ยวข้องก็ต้องการให้ธุรกิจที่ตนจะค้าขายด้วยมีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส มีความรับผิดชอบ มีความยุติธรรม มีจริยธรรม คุณธรรม สินค้าที่ผลิตเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ค้ากำไรเกินควร เนื่องจาก มีคุณธรรมกำกับอยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นอย่างนี้ทุกธุรกิจ ก็จะทำให้ธุรกิจรุ่งเรืองเป็นที่เชื่อถือของลูกค้า มีกำไรสามารถพึ่งตนเองได้ทั้งในยามวิกฤตและในยามปกติ รวมทั้งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย ไม่ว่าสถาบันใดก็อยากจะให้สินเชื่อ และให้ดอกเบี้ยที่ถูกลงเพราะเขาสามารถมั่นใจได้ว่าผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบ การประนอมหนี้ ก็สามารถทำได้ง่าย เพราะเจ้าหนี้มีความไว้วางใจในผู้บริหารของบริษัท ประชาชนก็จะได้บริโภคสินค้าที่ปลอดภัยมีคุณภาพ สังคมก็จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เพราะไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

ธรรมาภิบาล ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อเจ้าของธุรกิจที่บริหารงานเองโดยตรงดังกรณีข้างต้น แต่ยังสำคัญต่อนักลงทุน หากบริษัทไม่มีธรรมาภิบาล การเพิ่มทุนจากต่างประเทศอาจต้องประสบอุปสรรคเพราะชาวต่างชาติลังเลที่จะเข้ามามีหุ้นส่วนในบริษัท โดยไม่มีอำนาจในการบริหาร การมีธรรมาภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี กล่าวคือ กรรมการทำหน้าที่เพื่อรักษาประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่ ไม่ใช้ตำแหน่งในการหาประโยชน์หรือฉวยโอกาสจากบริษัทเพื่อตนเองหรือพวกพ้อง ดูแลผู้บริหารและฝ่ายจัดการให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับเงินลงทุน ให้สิทธิแก่เจ้าของเงินหรือผู้ถือหุ้นในการรับทราบข้อมูลของบริษัท การตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ รวมถึงการตรวจสอบการทำงานของกรรมการและผู้บริหาร จะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น

คงไม่ต้องถามกันว่า ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะให้ความสำคัญต่อการปลูกฝังค่านิยมใหม่ “ที่ไม่เอาคนโกง” และเราไม่อาจปล่อยให้เวลาของความนิ่งเฉยผ่านเลยไป  เราต้องร่วมแรงร่วมใจ ร่วมมือกันเร่งสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น เริ่มต้นจากในครอบครัวของเรา สังคมชุมชนของเรา องค์กรธุรกิจที่เราทำงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ที่ทุกคนในองค์กรต้องให้ความสำคัญต่อความมีธรรมาภิบาลของตนเอง และขององค์กรอย่างเข้มแข็งและจริงจัง

 
1 ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 19, 2012 in Management

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

One response to “ธรรมาภิบาล ภารกิจเร่งด่วนของทุกคน

  1. ชาญชัย

    กรกฎาคม 22, 2013 at 7:44 pm

    สังคมโลกกำลังเผชิญภัยคุกคามหลายอย่าง คอร์รัปชันเป็นภัยคุกคามตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล จนถึงประเทศ ประชาคมโลก ประวัติศาสตร์หรือข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ชี้ชัดให้เห็นถึงโทษ ภัยคุกคามนี้ที่บิดเบือนการปกครองให้ประโยชน์ตกแก่ผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่กลุ่ม ไม่กี่คน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้แบกรับภาระเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อย

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: