RSS

ธุรกิจรอดได้ ต้องไม่มีไขมันอุดตัน

29 ก.พ.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

 ติดตามข่าวบ้านการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงต้นปี 2555 นี้ ยังไม่มีข่าวดีอะไรให้น่าชื่นใจสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเท่าไรนัก มีแต่ ลางบอกเหตุว่าธุรกิจต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่คาดไม่ถึง เช่น ภัยธรรมชาติ ความไม่สงบทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ค่าครองชีพสูงขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อของประชาชนเริ่มลดลง สุดท้ายภาวะเศรษฐกิจของไทยอาจกำลังเข้าสู่สถานการณ์ถดถอยอย่างรุนแรง ไม่ต่างจากสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงปี 2540

คำถามที่สำคัญ ก็คือ ธุรกิจควรเตรียมตัวรับมือเพื่อความอยู่รอดอย่างไร ?

ผมคงต้องขอชี้แจงก่อนว่า ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ที่จะสามารถใช้ตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ ทำการอธิบายปัจจัยต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ แต่ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการและอาจารย์ทางด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ จึงขอใช้ประสบการณ์และแนวคิดบ้างด้านนำเสนอให้ผู้อ่านได้เห็นภาพในบางมุมมองที่สำคัญ

ผมมักจะย้ำกับลูกศิษย์ของผมเสมอว่า ธุรกิจจะอยู่รอดได้ ไม่ใช่ดูที่งบกำไร-ขาดทุน เพียงอย่างเดียว ธุรกิจที่มีกำไรดี ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว แต่ต้องมีเส้นเลือดที่ไหลเวียนสะดวก ไม่มีไขมันอุดตันในเส้นเลือด ให้หัวใจต้องทำงานหนัก เลือดที่ไหลเวียนสะดวก ก็คือ สภาพคล่องของกระแสเงินสดที่เราใช้ในการดำเนินกิจการ เราต้องรู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเข้าเท่าไรและเมื่อไร ทั้งที่มาจากการขายสินค้า/บริการ ซึ่งเป็นแหล่งเงินสดที่สำคัญของธุรกิจ และเงินสดที่มาจากแหล่งอื่นๆ เช่น ลูกหนี้ การระบายสะต็อกสินค้า วัตถุดิบ เพื่อแปลงสภาพเป็นเงินสด

ส่วนไขมันหรือคอเลสเตอรอลที่อุดตันในเส้นเลือด เปรียบเสมือนภาระที่เราต้องแบกไว้ในระบบการเงินของเรา เช่น ลูกหนี้การค้าที่มีอายุลูกหนี้ยาวนานเกินไป สินค้าสำเร็จรูปที่ไม่มีการเคลื่อนไหวและเริ่มล้าสมัย วัตถุดิบคงคลัง เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องทำการชำระหนี้  รวมไปถึงค่าใช้จ่ายประจำที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต และต้นทุนการดำเนินงานที่สูงเกินไปจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้

มีตัวอย่าง ที่  อินะโมะริ คะสึโอะ เขียนไว้ในหนังสือ A practical branch of learning  กล่าวถึง ร้านขายอุด้ง (U-Don)หรือบะหมี่ญี่ปุ่น ซึ่งเปิดร้านจำหน่ายเฉพาะตอนกลางคืนกับการบริหารเอาไว้   การบริหารร้านขายอุด้งร้านเล็กๆนั้น   ก็เหมือนกันกับการบริหารกิจการขนาดใหญ่   คือ เจ้าของร้านต้องคิดกลยุทธ์เริ่มตั้งแต่การหาแป้งอุด้ง   จะต้องคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพในราคาต้นทุนที่ต่ำ  จะต้องพลิกแพลงอย่างไรจึงจะได้น้ำซุปที่รสชาดดี   จะจัดหา คะมะโบะโกะ (เนื้อปลาบดนึ่ง) ต้นหอม และ เต้าหู้ทอด ได้อย่างไร   และจะขายในราคาชามละเท่าไหร่ลูกค้าถึงจะยินดีที่จะซื้อ   เป็นต้น

การบริหารร้านค้าเล็กๆ ก็มีตัวเลือกให้ต้องพิจารณามากมาย   ถึงแม้ผลต่างของผลกำไรหรือขาดทุนในแต่ละคืนอาจต่างกันไม่เท่าไร   แต่เมื่อคิดรวมทั้งปีแล้วก็คงจะมากโขอยู่   และอาจจะมีบางคนที่ขยายกิจการจากร้านแผงลอยไปเป็นเฟรนไชน์   และในขณะเดียวกันก็อาจมีบางคนที่ทำร้านแผงลอยมาหลายสิบปี แต่ก็ไม่มีเงินเหลือเก็บเลย

ซึ่งการเติบโตของกิจการนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า จะขายดีหรือขายไม่ดีเท่านั้น   แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า เราจะหาแสวงหาหนทางที่จะทำให้มันก้าวหน้าไปได้หรือไม่  เช่น  ถ้าสามารถกำหนดราคาขายที่เหมาะสมที่สุดที่จะสามารถทำให้เพิ่มยอดขายได้  ต่อไปก็ทำแค่ ลดต้นทุนการประกอบการให้เหลือน้อยที่สุด” โดยที่คุณภาพของสินค้าและการบริการไม่ด้อยลง ก็เพียงพอแล้ว

อีกตัวอย่างหนึ่ง  ชายคนเข็นรถเข็นขายปลาสด”   เช้าวันแรกเขากำเงิน ที่มีเหลืออยู่ 100 เยนไปซื้อปลาสดมาขาย  ขายจนถึงตอนเย็นได้กำไรมาทั้งสิ้น 1 เยน วันนั้นชายคนนี้มีเงินเหลือ 101 เยน   เช้าวันรุ่งขึ้นก็เอาเงิน 101 นั้นไปซื้อปลาสดมาขายอีก ตกเย็นก็จะมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น102.01เยน หรือได้กำไรมาอีก 1% ทำไปอย่างนี้ทุกวัน   พอครบเดือนเงิน100เยนก็จะงอกเงยกลายเป็นเงิน 136.13เยน   ดังนั้นถึงแม้จะเป็นผลกำไรเพียงแค่ 1% ก็ตามแต่ถ้าเราทบต้นไปเรื่อยๆ หนึ่งเดือนก็จะมีกำไรถึงเกือบ 36%

และเมื่อชายคนเข็นรถเข็นขายปลาสดเริ่มมีเงินสะสมมากขึ้น   ก็อาจจะเลิกเข็นรถเข็นหันมามีร้านเป็นของตนเอง   และก็เอาพวกอาหารของแห้ง ต่างๆ มาลองขายเพราะของเหล่านี้แค่คิดคร่าวๆก็มีกำไรเกือบ 30% อยู่แล้ว   เนื่องจากคิดคร่าวๆแล้วว่าจะมีกำไรถึง 30% ถ้าเอามาขายจริงก็น่าจะต้องได้กำไรแน่ๆ   ประกอบกับมาฉุกคิดได้ว่าร้านขายปลาสดนั้น ถ้าขายไม่หมดในวันนั้น   ของที่เหลือค้างก็ไม่สามารถนำไปขายได้ในวันรุ่งขึ้นอีก   ก็เลยตัดสินใจว่า “เราน่าจะเลิกขายปลาเสียที เพราะการจัดหาปลาสดนั้นก็ยุ่งยาก”   เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เลิกขายปลาสดหันไปขายสินค้าอื่นที่สามารถเก็บได้หลายๆวันแทน   จากนั้นในร้านจึงมีแต่พวกอาหารแห้งวางเรียงรายเต็มไปหมด

จากนั้นเงินที่มีอยู่ก็ถูกแปรสภาพไปเป็นสินค้าที่อยู่ในสต็อก   ทำให้ไม่มีเงินสดหมุนเวียนคล่องตัวเหมือนก่อน   ทำให้กลับมานั่งคิดว่าตรงไหนที่ผิดพลาด   ก็มาได้คำตอบคือว่า ลืมสิ่งที่เป็นพื้นฐานไป” ซึ่งก็คือ การจัดการสภาพคล่องทางการเงิน ดังนั้น เราต้องไม่ลืมว่า การบริหารให้ธุรกิจอยู่รอดได้ จะต้องรักษาหลักเกณฑ์และกฎอย่างเข้มงวด ที่จะควบคุมปริมาณไขมันหรือคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดไม่ให้มีมากจนเกินไป  ซึ่งเป็นพื้นฐานของความอยู่รอดในทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นแผงลอย หรือว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ลองทบทวนงบการเงิน พิจารณากลยุทธ์ทางการเงิน และกลยุทธ์ที่ต้องใช้เงินกันอีกที ว่ายังคงมีความจำเป็นต้องทำตามที่คิดไว้หรือไม่ มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าหรือไม่ มีปัญหาไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่ตรงไหน และเราจะแก้ไขด้วยวิธีใด ก่อนที่องค์กรจะเข้าสู่ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 29, 2012 in Management

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: