RSS

ตัดสินใจในมุมมองของลูกค้าต้องมาก่อนมุมมองด้านการเงิน

02 มี.ค.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

 เริ่มต้นปีใหม่ได้ไม่กี่วัน ผู้บริหารธุรกิจหลายแห่งเริ่มเร่งเร้าให้พนักงานสร้างผลงาน  เพื่อสะสมเก็บไว้ให้ได้ใกล้เคียงเป้าหมายของเดือนมกราคมและไตรมาสแรกให้ได้มากที่สุด ก่อนที่สถานการณ์ด้านการขายจะเข้าสู่สภาวะท้องช้างในช่วงเวลากลางปี

ในอดีตเราจะมีอุปสงค์ส่วนเกิน (Excess Demand) หรือมีความต้องการซื้อของลูกค้ามากกว่าความต้องการขายของผู้ผลิต แต่ทุกวันนี้ เรากลับมีอุปทานส่วนเกิน (Excess Supply) หรือมีความต้องการขายของผู้ผลิตมากกว่าความต้องการซื้อของลูกค้า ส่งผลให้การแข่งขันยิ่งรุนแรงขึ้น ลูกค้าไม่ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนทางเลือกอีกต่อไป ดังนั้น ลูกค้าจึงอยู่ในฐานะได้เปรียบ บรรดาธุรกิจต่างๆ ก็ต้องการลูกค้ามากกว่าลูกค้าต้องการบริษัท

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและเป็นแนวโน้มพฤติกรรมสำคัญของลูกค้า ก็คือลูกค้าใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน  มีความคาดหวังสูงขึ้น ต้องการข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจมากขึ้น มีความรู้ที่ทันต่อสถานการณ์มากขึ้น มีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ให้ความไว้วางใจลดน้อยลงและมีความลังเลยสงสัยเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ มีความจงรักภักดีต่อตราสินค้าลงลงพร้อมที่จะเปลี่ยนไปซื้อสินค้าของคู่แข่งหรือสินค้าทดแทนได้อื่นๆ แทนผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้อยู่มาแต่เดิม

จากปรากฎการณ์ดังกล่าว ย่อมส่งผลให้ผลประกอบการของธุรกิจมีความเสี่ยงเพิ่มมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ธุรกิจมีค่าใช้จ่ายประจำที่จำเป็นต้องจ่ายในแต่ละเดือนคงที่ในปริมาณที่สูง เมื่อรายได้มีโอกาสลดลงและไม่เป็นไปตามเป้าหมาย สิ่งที่ธุรกิจส่วนใหญ่มักคำนึงถึงเป็นอันดับแรกๆ คือ การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน (Cash Flow) และปัญหากำไร-ขาดทุน (Profit & Loss)

ธุรกิจพยายามลดทอนค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้มากที่สุด จนอาจทำให้ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และการดูแลแก้ปัญหาของลูกค้าถูกตัดทอนไปด้วย และส่งผลต่อคุณภาพของสินค้าและบริการตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญา (Promise) กับลูกค้าไว้ ก่อให้เกิดช่องว่างของคำสัญญา (Promise Gap) ซึ่งเป็นการประเมินช่องว่างระหว่างคำมั่นสัญญาของแบรนด์กับประสบการณ์จริงที่ลูกค้าได้รับ  

เราเคยได้ยินว่า ลูกค้าที่มีความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจต่อสินค้า บริการของเรา พร้อมที่จะบอกต่อไปยังคนอื่นๆ อีก 10-12 คนได้รับรู้ (Word of Mouth)

แต่ในโลกไซเบอร์วันนี้ ลูกค้าที่มีเรื่องไม่สบอารมณ์เลือกเข้า Internet ใช้ Facebook เขียน Blog โพสข้อความในกระดานข่าวของ เวปไซต์ต่างๆ ใช้ YouTube เป็นที่ระบายอารมณ์ หรือ เข้าไปร่วมออกความเห็นเสริมความเห็นของใครอีกคน ที่มีคนอีกนับร้อย นับพัน หรือ มากกว่านั้นสามารถเข้ามาร่วมรับรู้ความทุกข์ของคนอื่นได้ในช่วงเวลาเพียงแวบเดียว

ในขณะที่เรากำลังให้ความสำคัญต่อการผลักดันทีมงานให้บรรลุเป้าหมายยอดขายตามแผนงบประมาณที่กำหนด พร้อมกันนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจจากที่เคยใช้วิธี Push ผลักดันหรือยัดเยียดตัวเองให้ลูกค้า ด้วยการโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ของตน  ไม่ว่าลูกค้ามีความจำเป็นต้องใช้สินค้านั้นหรือไม่ และยังล่อหลอกด้วยการโฆษณา ข้อเสนอพิเศษอื่นๆ และพยายามขายสินค้าให้ได้มากที่สุด รวมทั้งสินค้าข้ามกลุ่ม (Cross Selling) อีกด้วย ผู้ประกอบการบางรายซื้อรายชื่อลูกค้าจากรายชื่อบัตรเครดิตของธนาคาร ส่งจดหมายขยะ และโทรศัพท์ไปหาลูกค้าอย่างไม่เกรงใจ โดยไม่เลือกเวลา แน่นอนว่า ลูกค้าย่อมไม่พอใจกับพฤติกรรมที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวเช่นนี้

เรื่องของลูกค้าจึงเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนจาก “มุมมองภายนอกสู่ภายใน” (Outside In) มากกว่าจาก “มุมมองภายในสู่ภายนอก” (Inside Out) เราต้องทบทวนหลายๆ ครั้งว่า

ลูกค้าเป้าหมายของเราต้องการอะไรอย่างแท้จริง?

เราจะสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีกว่าคู่แข่งอย่างไร?

เราจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร โดยที่ยังมีความสามารถในการทำกำไร?

เราทำวิจัยตลาดที่ยังคงวนเวียนอยู่กับสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย หรือว่า เปลี่ยนเป็นให้เวลาลูกค้าในการตรวจสอบความต้องการและความจำเป็นเชิงลึกจริง?

เราเลือกช่องทางการจำหน่ายที่สะดวกต่อเรา หรือ เลือกช่องทางจำหน่ายที่ลูกค้าสะดวกในการเข้าถึงเรา?

เราทำโครงสร้างราคาโดยพิจารณาจากต้นทุน และไม่ได้คำนึงถึงความเต็มใจที่จะจ่ายของลูกค้า เมื่อเทียบกับการรับรู้ในคุณค่าที่ได้รับจากสินค้าบริการของเราหรือไม่?

แน่นอนครับว่า ความสมดุลระหว่างการทำทุกอย่างเพื่อลูกค้า กับ ผลประกอบการที่มีกำไร เป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าเราได้ศึกษาเรื่องแผนที่กลยุทธ์ (Strategy Map) ที่เป็นส่วนสำคัญของแนวคิด Balanced Score Card จะพบว่า ตัวชี้วัดในมุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective) เป็นตัวชี้วัดที่เป็นผล (Lack Indicator) ที่จะบรรลุเป้าหมายได้ ต้องมีตัวชี้วัดนำที่เป็นตัวผลักดัน (Lead Indicator) ซึ่งมาจากมุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective) หรือ มิติทางด้านการตลาดครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 2, 2012 in Marketing

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: