RSS

การสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง

07 มี.ค.

ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและเติบโตขึ้นไปเป็นหัวหน้างานที่มีศักยภาพได้ ต้องมีแรงจูงใจในความเป็นผู้นำ และมีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา แต่โดยทั่วไปเรามักจะแสวงหาวิธีการหรือ How to ในการสร้างแรงจูงใจให้กับทีมงาน เพราะเรามักจะคิดว่า ถ้าทีมงานมีแรงจูงใจในการทำงาน ก็จะมีพลังในการสร้างความสำเร็จ จนเราอาจลืมไปว่า รากฐานที่สำคัญมาจากผู้นำต้องมีแรงจูงใจในการทำงานของตนเองเสียก่อน และคำถามสำคัญ ก็คือ ในฐานะที่เราเป็นผู้นำองค์กร เราจะสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับตนเองได้อย่างไร

ลองทบทวนพฤติกรรมในอดีตของตัวเราเองกันหน่อยดีมั๊ยครับ เราเคยรู้สึกว่า เราไม่มีความสำคัญต่อองค์กร เราไม่ได้รับมอบหมายงานที่สำคัญจากหัวหน้างาน เราไม่เคยรู้สึกว่าเราเป็น Someone เป็นแต่ Nobody บ้างหรือไม่ แล้วเราก็รู้สึกท้อถอย หมดกำลังใจ ไม่อยากที่จะทำงานในสถานที่แห่งนี้อีกต่อไปหรือไม่

มีเพื่อนอาจารย์ของผมท่านหนึ่ง อุตส่าห์ฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษด้วยความทุ่มเทอย่างมาก จนได้รับทุนให้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ สำเร็จกลับมาได้รับมอบหมายงานที่แทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย เพื่อนผมรู้สึกเสียดายความรู้ด้านภาษา แต่ก็บอกและปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรจะทำงานอยู่ตรงไหน ถ้าทำให้ดีและเต็มที่ ก็ล้วนมีความสำคัญด้วยกันทั้งนั้น แสดงให้เห็นว่า เพื่อนของผมถึงแม้จะรู้สึกท้อแต่ก็ไม่ยอมถอย เพราะยังเชื่อมั่นในคุณค่าและความสามารถของตัวเองอยู่เสมอ

พื้นฐานสำคัญของการเป็นผู้นำที่จะมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง มีความมั่นใจ และให้ความเคารพตนเองอย่างมาก ความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเองอาจแตกต่างกันไปในผู้นำแต่ละคน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่เด็ก และปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์ สิ่งแวดล้อมรอบตัว แต่อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเองก็สามารถยกระดับให้สูงขึ้นได้ ด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1)ภาพลักษณ์ต่อตนเอง (Self – Image)  2) การพูดคุยกับตนเอง (Self – Talk) และ 3) การกำหนดชีวิตของตนเอง (Self – Determination)

ภาพลักษณ์ต่อตนเอง (Self-Image) ลองตั้งคำถามตัวเราเองซิครับว่า “ภาพลักษณ์ของเราเป็นอย่างไร” เราอาจจะไม่สามารถบอกออกมาเป็นคำพูดได้ว่า เรามองตัวเองอย่างไร แต่อย่างน้อยเราก็จะมีภาพลักษณ์ของตัวเราเองภาพหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตในทุกๆ วันของเรา ภาพลักษณ์ของเราเกิดมาจากการที่เราตีความหมายในสิ่งที่ผู้อื่นพูดหรือทำต่อเรา และการที่เราที่เราเลือกที่จะปฏิบัติในสถานการณ์หนึ่งๆ

เช่น เราเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น มีความเชื่อมั่นในตนเองพอสมควรแต่ก็ไม่มากจนกลายเป็นคนดื้อรั้นและมีทิฐิอย่างรุนแรง เป็นคนที่มีความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนร่วมงาน แต่ติดที่ไม่ค่อยมีระเบียบ และค่อนข้างพูดน้อย ขี้อาย ซึ่งตัวอย่างที่ผมยกมาให้เห็นนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งในด้านภาพลักษณ์ของตัวเราที่เราหรือคนอื่นมองเห็น

คำถามสำคัญก็คือ เรามีภาพลักษณ์อะไรที่จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ และมีภาพลักษณ์ใดที่ต้องเพิ่มเติมและเสริมสร้างให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นหรือไม่ วิธีการสำคัญ ก็คือ รบกวนเพื่อนที่ไว้วางใจได้อย่างน้อย 2-3 คน ช่วยเป็นกระจกสะท้อนภาพลักษณ์ของเรา และเราต้องยินดีรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้างนะครับ

การพูดคุยกับตนเอง (Self – Talk) เราเคยพูดคุยกับตัวเองบ้างมั๊ยครับ ผมเชื่อว่าหลายคนมีประสบการณ์ในการพูดคุยกับตัวเองมาบ้างแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติอะไรเลย บางคนอาจพูดออกมาดังๆ หรือบางคนอาจคุยเหมือนโต้ตอบกันระหว่าง 2 คนก็มี คำถามสำคัญก็คือว่า “เราคุยกับตนเองอย่างไร”  เราคุยกับตนเองในทางบวก ให้การสนับสนุนตัวเอง หรือ ถอนหายใจแล้วพูดกับตัวเองในแง่ลบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการพูดคุยกับตนเองในแบบหลังนี้จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเองมีระดับต่ำลงเรื่อยๆ

ลองคิดดูว่า เราจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเรามีหัวหน้างานที่มีนิสัยชอบวิจารณ์และตำหนิเรื่องของเราทุกวัน มองเราในแง่ลบว่าเราไม่มีอะไรดีเลย คอยว่ากล่าวเราอยู่เสมอว่าเราทำอะไรก็ไม่ดีไปหมด เราเป็นคนที่ไม่รู้จักปรับปรุงพัฒนาอะไรให้ดีขึ้นเลย และคอยแต่จะหาทางจับผิด ลงโทษ เราอยู่เสมอ การพูดคุยถึงตัวเองในแง่ลบก็ไม่ต่างอะไร

หากสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเรา จิตใต้สำนึก (Subconscious Mind) ของเราก็จะรับรู้และเก็บบันทึกเรื่องร้ายๆ ทัศนคติเชิงลบเข้าไปเก็บไว้ในบันทึกความทรงจำของเราทุกวัน และในที่สุดก็จะทำให้ความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเองลดน้อยลงไปด้วย และกลายเป็นภาพลักษณ์ของเราไปโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น วิธีการที่เราจะถ่ายโอนความคิดแย่ๆ เดิมๆ ออกไปจากตัวของเราอย่างง่ายๆ วิธีหนึ่ง ก็คือ เมื่อเราได้ยินตัวเองพูด ไม่ว่าจะพูดในใจหรือพูดออกมาดังๆ ก็ตาม ถึงสิ่งต่างๆ ในแง่ลบเกี่ยวกับตัวเราเอง ก็จงพยายามพูดกับตัวเองใหม่ให้ดูนุ่มนวลกว่าเดิม

เช่น เมื่อมีสติรู้ทันที่เราพูดว่า “จะเป็นอย่างไรนะ ถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับความคิดของเรา” ก็ให้พูดกับตัวเองใหม่ว่า “นี่เป็นความคิดที่ดีของเรา ที่เราทุ่มเทคิดมาอย่างเต็มที่ พวกเขาต้องชอบแน่นอน”

“เราไม่เคยที่จะคิดแก้ปัญหาอะไรด้วยตัวเองได้เลย ต้องหวังพึ่งคนอื่นตลอดเวลา” ก็ให้พูดกับตัวเองใหม่ว่า “ ใจเย็นๆ น่า ค่อยๆ คิด เราทำได้ เราทำได้”

การกำหนดชีวิตตนเอง (Self- Determination)  เราเคยมองย้อนกลับไปในช่วงเวลาอดีต แล้วสงสัยหรือไม่ครับว่า ทำไมเวลาได้ผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน เร็วมากจนกระทั่งไม่สามารถตักตวงความสุขให้กับชีวิตได้เหมือนคนอื่น  นั่นหมายถึงว่า เรากำลังเป็นกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตผ่านไปโดยปล่อยให้เหตุการณ์ต่างๆ หรือคนอื่นๆ กำหนดการใช้ชีวิตของเรา

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรารู้จักให้อำนาจตนเองที่จะใช้ชีวิตแตกต่างจากคนกลุ่มแรก เราต้องรู้ดีว่าเป้าหมายที่เราต้องการให้บรรลุผลสำเร็จคืออะไร เราเข้าใจว่าเราต้องการอะไรจากชีวิต และจะก้าวเดินไปด้วยความมั่นใจว่าเราจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในคุณค่าตนเองสูง และมีความคาดหวังในแง่บวกว่าจะประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ลองตอบคำถามต่อไปนี้ ว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่

–          เราตั้งเป้าหมายว่าต้องการทำอะไรให้สำเร็จในแต่ละปีเสมอ

–          เราตั้งเป้าหมายว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เราจะทำอะไรสำเร็จ

–          เราวางแผนงานหรือกำหนดรายการที่ต้องทำทุกวัน

–          เรามีความสุขกับการทำงาน และรู้สึกพึงพอใจกับการที่ได้ทำงานนี้

–          เราพูดคุยเรื่องคุณค่าและความต้องการของตัวเองกับครอบครัวและเพื่อน

–          เราสามารถบรรลุเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

–          เรารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง

–          เราให้ความสำคัญกับงาน กิจกรรมส่วนตัว และเรื่องของครอบครัวอย่างเหมาะสม

–          เราบริหารการเงินอย่างดี และมีเงินเก็บหลังชีวิตวัยเกษียณ

–          เรารู้สึกพึงพอใจกับการใช้ชีวิตที่ผ่านมา

ถ้าเราตอบว่าใช่ ตั้งแต่ 8 ข้อขึ้นไป แสดงว่าเราสามารถกำหนดชีวิตของเราได้ดีมาก ถ้าตอบใช่  5-7 ข้อ แสดงว่า เราจัดการกับชีวิตของตนเองได้ในระดับปานกลาง แต่ถ้าตอบว่าใช่น้อยกว่า 5 ข้อ แสดงว่าเราเป็นคนที่ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างไร้ทิศทาง แต่ไม่ต้องกังวล เพราะอย่างน้อยเราได้รู้แล้วว่า เราควรต้องปรับปรุงและสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเองให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น การมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่เราต้องมี ต้องสร้าง และรักษาไว้  อย่างน้อยก็เพื่อให้เราสามารถที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ท้อแท้ ไม่สิ้นหวังกับชีวิต แต่ที่ไกลไปกว่านั้น ก็เพื่อที่เราจะได้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ในฐานะผู้นำองค์กร และประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของเราเอง

 
2 ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 7, 2012 in Management

 

ป้ายกำกับ: , , ,

2 responses to “การสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง

  1. Thad

    ตุลาคม 24, 2012 at 8:58 pm

    ดีมากๆจ้า

     
  2. ความสำคัญการสร้างความเชื่อมั่น

    เมษายน 21, 2014 at 3:14 pm

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: