RSS

คาดหวังอย่างไร ได้ผลอย่างนั้น

09 มี.ค.

ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

ลองทบทวนความรู้สึกของตัวเองกันสักนิดว่า เรามีความสุขมากน้อยเพียงไรในแต่ละวัน และยิ่งเมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและความท้าทายใหม่ๆ เราจะสามารถเอาชนะผ่านมันไปได้ หรือว่า เราจะรู้สึกทนทุกข์ทรมานอยู่กับมัน ความทุกข์และความสุขล้วนเกิดขึ้นจากทัศนคติและความคาดหวังของเราทั้งสิ้น  เราเคยรู้หรือไม่ว่า ความคาดหวังของเราต่อสิ่งต่างๆ มีผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราอย่างมาก

มีหัวหน้างาน 3 คน วรเจตน์ เฉลิม และ กนก ต่างมีตำแหน่งเป็นหัวหน้างานในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง คณะผู้บริหารระดับสูงได้เฝ้าสังเกตุพฤติกรรมการทำงาน และผลการปฏิบัติงานของทั้ง 3 คน มาหลายเดือน เพื่อคัดเลือกว่าใครเหมาะสมที่สุดที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งมากที่สุด เพียงคนเดียว

วรเจตน์ เป็นคนที่ขยันขันแข็งมาก มาทำงานตั้งแต่เช้าและกลับดึกอยู่เสมอ เขามักพูดอยู่บ่อยๆ ว่าต้องทำงานหนัก และแสดงความกังวล ความเครียด ออกมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อพิจารณาผลงานของแผนกที่วรเจตน์รับผิดชอบ ปรากฎว่าไม่ได้แตกต่างจากแผนกอื่นเลย แต่ผู้บริหารมักได้ยินเสียงบ่นจากพนักงานหลายคนในแผนกนี้ว่า รู้สึกกดดันในการทำงานอย่างมาก

เฉลิม ทำงานมานานกว่าทุกคน ก่อนหน้านี้เคยได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มหัวหน้างานที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งแต่เขาไม่ได้รับการคัดเลือก จุดด้อยของเฉลิม คือ เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย หลายคนมักจะได้ยิน เฉลิมพูดว่า “มันไม่มีทางเป็นไปได้” หรือ “จะทำไปทำไม ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องทำเลย” พนักงานในแผนกของเฉลิมมีอัตราการลาออกมากที่สุด และมีผลการปฏิบัติงานแย่ที่สุด

กนก เป็นคนง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพมาก เขาแทบจะไม่เคยมาทำงานแต่เช้าก่อนเวลา หรือ อยู่ทำงานจนดึกเลย เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานไปกับการพูดคุยกับพนักงานในแผนกของตนเอง แผนกของกนกมีผลการปฏิบัติงานที่ดีที่สุด พนักงานไม่เคยบ่น และไม่มีใครลาออกเลย ผู้บริหารรู้สึกประทับใจที่ผลงานของกนกออกมาดีมาก ในขณะที่กนกแทบจะไม่ต้องทำงานหนักเลย

ข้อเปรียบเทียบลักษณะการบริหารงานของหัวหน้างานทั้ง 3 คน

กนก มีทัศนคติและความคาดหวังในการทำงาน โดยคาดหวังว่าลูกน้องทุกคนต่างมีความรับผิดชอบในตนเอง และไว้วางใจได้ ความคาดหวังต่อชีวิตในแง่บวกนี่เองที่ทำให้กนกเป็นคนง่ายๆ และไม่เครียด การที่เขาพูดคุยกับลูกน้องอยู่เสมอแสดงว่า เขาชอบที่จะติดต่อกับผู้คน

วรเจตน์ คาดหวังให้ทุกอย่างเป็นเรื่องยาก และเชื่อว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ด้วยการทำงานหนักเท่านั้น เขาจะทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย จนทำให้ลูกน้องรู้สึกถูกกดดันตามไปด้วย

เฉลิม มีทัศนคติในแง่ลบที่ค่อนข้างชัดเจน เลี่ยงการให้ความร่วมมือโดยยกเอาข้อผิดพลาดต่างๆ มาอ้าง ลองจินตนาการดูว่า สีหน้าและน้ำเสียงของเฉลิมเป็นอย่างไร เมื่อพูดแสดงทัศนคติในแง่ลบออกมา คงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมลูกน้องหลายคนจึงลาออก

ทัศนคติในแง่บวกมีผลต่อพฤติกรรมเชิงบวก แต่ละคนที่กล่าวมาข้างต้นล้วนมีพฤติกรรมแตกต่างกันไป ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้มีผลต่อบุคคลอื่นๆ ด้วย การแสดงออกของแต่ละคนเกิดมาจากทัศนคติและความคาดหวังเบื้องลึก หาก วรเจตน์ และเฉลิม ต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเองเสียใหม่ด้วยการเปลี่ยนทัศนคติ และความคาดหวังในเชิงบวกมากขึ้น พฤติกรรมการแสดงออกของเขาก็จะเปลี่ยนไปด้วย

นิยายกรีกมีเรื่องเล่าถึง พิกเมเลี่ยน (Pygmalion) เขาเป็นช่างปั้นรูปที่มีฝีมือเยี่ยมคนหนึ่ง อาศัยอยู่บนเกาะไซปรัส แต่เขามีนิสัยประหลาด คือเกลียดผู้หญิงและตั้งใจจะครองโสดไปตลอดชีวิต อยู่มาวันหนึ่งพิกเมเลี่ยนได้ปั้นรูปผู้หญิงที่งดงามยิ่งขึ้นมารูปหนึ่ง รูปปั้นนั้นมีความงามอย่างน่าพิศวงยิ่งกว่าหญิงสาวคนใดๆ และพิกเมเลี่ยนก็เกิดหลงรักรูปปั้นนั้นอย่างจับใจ พิกเมเลี่ยนให้ชื่อรูปปั้นว่า กาลาเทีย (Galatea) และเฝ้าคลั่งไคล้หลงใหลจนไม่เป็นอันทำอะไร ปฏิบัติต่อรูปปั้นเหมือนปฏิบัติต่อหญิงคนรัก หาเสื้อผ้าอาภรณ์และอัญมณีให้สวมใส่ เวลานอนก็พาไปนอนบนที่นอนอันอ่อนนุ่มด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม รูปปั้นก็ยังคงเป็นเพียงรูปปั้น ไม่สามารถรับรู้หรือตอบสนองความรักของพิเมเลี่ยนได้ ไม่ต่างกับความรักข้างเดียว ทำให้พิกเมเลี่ยนทุกข์ระทมใจยิ่งนัก ในเวลานั้นมีเทศกาลเฉลิมฉลองเทวีอโพรไดท์ (Aphrodite : ชื่อกรีก) หรือ วีนัส (Venus : ชื่อโรมัน) เทวีแห่งความงาม ผู้คนพากันไปสักการะที่วิหารของอโพรไดท์ พิกเมเลี่ยนจึงไปที่วิหารและอธิษฐานขอให้ตนได้คู่ครองเป็นหญิงที่งามเหมือนรูปปั้นกาลาเทีย

ทว่าอโพรไดท์ทราบดีว่าผู้ที่พิกเมเลี่ยนรักนั้น แท้จริงแล้วก็คือตัวรูปปั้นกาลาเทียเองจึงบันดาลให้รูปปั้นมีชีวิตขึ้นมา เมื่อพิกเมเลี่ยนกลับถึงบ้าน เขารู้สึกว่ารูปปั้นกาลาเทียดูงดงามยิ่งกว่าเก่า และเมื่อเขาจุมพิตที่ริมฝีปากของรูปปั้น เขาก็พบว่ารูปปั้นกลับกลายเป็นเป็นคนมีชีวิตขึ้นมาแล้ว

ชื่อของพิกเมเลี่ยน เลยถูกนำไปใช้เป็นชื่อปรากฏการณ์ Pygmalion Effect ที่ Robert Rosenthal และ Lenore Jacobson (1979) ค้นพบ จากการทดลองของพวกเขา ซึ่งพวกเขาสุ่มเลือกเด็กขึ้นมากลุ่มหนึ่ง แล้วไปบอกครูของเด็กพวกนี้ว่า เด็กเหล่านี้มี IQ สูงกว่าคนอื่น ส่งผลให้คุณครูของพวกเขาปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเด็กเก่งโดยไม่รู้ตัว และเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง พอมาดูผลคะแนนสอบเปรียบเทียบ ก็พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีผลคะแนนสอบดีขึ้นกว่าเดิมจริงๆ กลายเป็นเด็กเก่งไปจริงๆ นั่นเป็นเพราะเมื่อพวกครูเขาเชื่อว่าเด็กเหล่านี้เป็นคนเก่ง จึงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างคนเก่ง และสุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็กลายเป็นคนเก่งจริงๆ เหมือนกับที่พิกเมเลี่ยนเชื่อว่ารูปปั้นของเขาเหมือนคนจริงๆ และปฏิบัติต่อรูปปั้นเหมือนกับเป็นคนจริงๆ จนในที่สุดเทพีอโพไดรท์ก็บันดาลให้กลายเป็นคนไปจริงๆ นั่นเอง

ทัศนคติและความคาดหวังที่ผู้นำมีต่อลูกน้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก การที่ผู้นำเห็นว่าลูกน้องทุกคนนั้นได้เกรด “เอ” ทั้งหมด เป็นทัศนคติที่ดีของผู้นำที่มีต่อผู้อื่นที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วย ซึ่งต้องมี 3 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ

1.เคารพซึ่งกันและกัน ผู้นำที่ดีปฏิบัติต่อคนทุกคนด้วยความเคารพ

2.ให้เกียรติ ผู้นำที่ดีปฏิบัติต่อคนทุกคนอย่างให้เกียรติและมีศักดิ์ศรี

3.เชื่อว่าคนทุกคนมีความสามารถ

ในมุมกลับกัน ถ้าผู้นำคาดหวังว่า พนักงานไร้ซึ่งความสามารถ ไม่สามารถให้ความไว้วางใจได้ ผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ดังนั้น คนเรามักจะเห็นในสิ่งที่คาดหวังว่าจะได้เห็น มักจะทำในสิ่งที่คาดหวังว่าจะได้ทำ มักจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่คาดหวังว่าจะสำเร็จ และมักจะล้มเหลวในสิ่งที่คาดหวังว่าจะล้มเหลวเสมอ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 9, 2012 in Management

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: