RSS

D-O-I ทักษะสำคัญของนักวิจัย

06 มิ.ย.

ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

ผมได้รับเชิญจาก คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาราชภัฎอุตรดิตถ์ ให้ไปบรรยายเรื่อง งานวิจัยเชิงคุณภาพไม่ยากอย่างที่คิด และ ทำวิจัยเชิงคุณภาพอย่างไรให้มีคุณภาพ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา มีประเด็นหนึ่งที่ผมได้พูดให้คณาจารย์ฟังก็คือ ทักษะสำคัญที่นักวิจัยที่มีคุณภาพ ควรจะมี นั่นก็คือ ทักษะ D-O-I เป็นอย่างไรลองอ่านติดตามกันดูนะครับ

ผมได้เล่าให้ท่านอาจารย์ทั้งหลายฟังว่า จริงๆ แล้ว เราทุกคนเกิดมาด้วยการมี DNA ของนักวิจัย เริ่มตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เราก็ดิ้น ถีบ พลิกตัวไปมา และเราก็เรียนรู้ว่า ถ้าเรามีปฏิกิริยาอย่างใด แม่ของเราจะตอบสนองต่อปฏิกิริยาของเราอย่างไร พ่อและแม่ของเราพูดคุยกับเราผ่านท้องของแม่ ก็เรียนรู้ซึ่งกันและกันว่า เราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อพฤติกรรมนั้นๆ อย่างไร

คลอดออกมาจากท้องแม่ เราก็เรียนรู้ตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ว่า ถ้าเราหิว เราหงุดหงิด เราไม่สบายตัว เราแสดงอาการ หรือส่งเสียงร้องแบบนี้ พ่อ แม่ของเราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเราอย่างไร เราเรียนรู้ผ่านการทดลอง แบบลองผิดลองถูก ตลอดเวลา จนเรามีความเชื่อและมั่นใจว่า พฤติกรรมแบบใดของเราที่จะได้รับการตอบสนองที่เป็นที่พึงพอใจของเรา

พอเราเริ่มที่จะพูดได้ เราก็เริ่มมีข้อสงสัย มีคำถามว่า นั่นคืออะไร นี่คืออะไร ทำไมอย่างนู้น ทำไมอย่างนี้ เป็น “เจ้าหนูจำไม” และสนุกกับการที่จะได้ถาม ได้เรียนรู้ ซึ่งเป็น DNA ที่สำคัญของนักวิจัย ที่ต้องช่างสงสัย และพยายามค้นหาคำตอบไปเรื่อยๆ

พอเราโตขึ้นมา ความสงสัย ใคร่อยากรู้ ก็ยังอยู่ใน DNA ของเราไม่เสื่อมคลาย จะซื้อสินค้าสักชิ้น ก็ต้องหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อ ว่า เออ…มันดีจริงอย่างที่เขาโฆษณาหรือเปล่า ซื้อมาแล้วก็ยังสงสัยว่า ตัดสินใจถูกหรือเปล่าที่ซื้อมา ยังต้องหาข้อมูลมายืนยันการตัดสินใจอีก

บางคนคิดจะมีครอบครัว DNA ของการเป็นนักวิจัยก็ยังทำงานอยู่ เราต้องหาข้อมูลว่า คนที่เราชอบ อยากจะจีบเป็นแฟนน่ะ เหมาะสมกับเราหรือเปล่า ตั้งคำถามการวิจัยไว้มากมาย และทำการค้นหาข้อมูล เพื่อตอบคำถามการวิจัยที่เราตั้งขึ้น แต่งงานไปแล้ว DNA ของนักวิจัยบางคนยิ่งพัฒนาหนักขึ้นไปอีก มีคำถามสงสัยตลอดเวลาว่า เออ…สามีของเรา เขายังรักเราเหมือนเดิม เหมือนก่อนจะแต่งงานกันมั๊ย ไม่ได้การณ์ล่ะ ต้องตรวจสอบสมมุติฐานการวิจัยกันอยู่ตลอดเวลา

เห็นมั๊ยครับว่า โดยแท้จริงแล้ว เราทุกคนเกิดมามี DNA ของการเป็นนักวิจัยอยู่แล้ว ดังนั้น เรื่องวิจัยจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเราเลย ไม่ได้หมายความว่า การเป็นนักวิจัยจะเป็นได้เฉพาะผู้ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือ นักวิชาการ เท่านั้นนะครับ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้วิจัยอยู่ตลอดเวลา

เพราะถ้าไม่เริ่มต้นด้วยคำถามว่า ทำไม (Why) จึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เกิดเรื่องแบบนี้ ขึ้น  ในองค์กรที่ให้คำปรึกษาอยู่ ก็จะไม่สามารถที่จะทำการค้นหาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงต่อไปได้

คำถามก็คือ แล้ว เราจะพัฒนาทักษะความเป็นนักวิจัยของเราให้แข็งแรงขึ้นได้อย่างไร

จากประสบการณ์ในการทำวิจัย และการเป็นที่ปรึกษาของผม ประกอบกับความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์ และตำราด้านการวิจัยทั้งหลาย ผมสรุปว่า มีทักษะที่สำคัญ 3 ประการ ที่นักวิจัย ที่ปรึกษาธุรกิจ พึงจะต้องมี ก็คือ D-O-I

1)    D-  Documentary

2)    O- Observation

3)    I- Interview

Documentary  ทักษะการสืบค้น หาข้อมูล จากเอกสาร งานวรรณกรรม

ในกระบวนการทำงานวิจัย ก่อนที่นักวิจัยจะกระโดดไปสู่ข้อสรุปว่า จะทำการวิจัยเรื่องอะไร จะมีกรอบแนวคิดการวิจัยอะไร ต้องทำการทบทวนวรรณกรรมจากเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยในอดีตที่ได้มีผู้ซึ่งเคยทำการศึกษาไว้แล้ว หรือ ตำรา เอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตของเรื่องที่ผู้วิจัยกำลังให้ความสนใจ

ท่านอาจคิดว่า ไม่เห็นจะต้องใช้ทักษะอะไรเลย ก็แค่อ่านๆ คัดลอกลงมาใส่ในงานวิจัย แล้วมันจะยากอย่างไร ประสบการณ์ของผมที่เคยเห็นลูกศิษย์ทำงานวิจัย จะพบว่ามีหลายคนที่ไม่สามารถ สกัดตัวแปร (Variable) ออกมาได้จากงานวรรณกรรมที่กำลังทบทวน ไม่สามารถสังเคราะห์ได้ว่า งานวรรณกรรมที่กำลังทบทวนนั้น มีประเด็นอะไรที่ผู้วิจัยเจ้าของเรื่องต้องการบอกให้ผู้อ่านได้รับรู้ ไม่สามารถมองเห็นช่องว่างของงานวิจัย (Research Gap) ที่สามารถเป็นประโยชน์ให้เราต่อยอด หรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้

เนื่องจากเอกสารงานวรรณกรรมที่ผู้วิจัยต้องอ่าน ศึกษา ไม่ได้มีเพียง 2-3 เล่ม นะครับ การทบทวนวรรณกรรมที่ดี บางครั้งเราต้องขุดลึกลงไปถึงรากเหง้า ที่มาของทฤษฎี หรือแนวคิดนั้นๆ ว่า ใครเป็นคนต้นเรื่อง และมีใครที่วิพากษ์ วิจารณ์ความเห็นของคนต้นเรื่องนั้นๆ อย่างไร เป็นมาโดยลำดับจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นต้องอ่านเอกสารงานวรรณกรรมเยอะมาก บางครั้งอาจต้องอ่านเป็น สองสามร้อยเรื่อง

คำถามก็คือ ท่านจะอ่านอย่างไร ให้ได้ประเด็นที่ครบถ้วน ทั้งเชิงกว้าง เชิงลึก ท่านต้อง หมั่นฝึกฝนทักษะในการอ่านทั้งแบบ Skim Data คืออ่านแบบผ่านๆ จับประเด็นเร็วๆ คัดกรองก่อนว่า เอกสารฉบับนี้ มีความน่าสนใจ และมีประเด็นที่อยู่ในของเขตที่ท่านสนใจศึกษาหรือไม่

อ่านแบบ Scan Data เมื่อท่านได้คัดแยกเอกสารที่ท่านได้สืบค้นมาเบื้องต้นแล้วว่าอะไรที่ใช่ อะไรที่ไม่ใช่ ท่านต้องทำการอ่านโดยละเอียด เพื่อทำความเข้าใจ และสังเคราะห์ให้ได้ว่า มีประเด็นสำคัญอะไรที่สามารถนำมาใช้ในงานวิจัยของท่านได้บ้าง โดยเฉพาะการสกัดหาตัวแปรที่จะใช้ในการวิจัย ท่านจำเป็นต้องเขียนหมายเหตุไว้ในเอกสารว่า เอกสารฉบับนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

จัดหมวดหมู่เอกสารข้อมูล Set Data ที่ท่านได้ทำการศึกษามาแล้ว เข้าแฟ้ม หรือจัดหมวดหมู่ตามที่ท่านได้ออกแบบไว้ เพื่อให้สะดวกต่อการนำข้อมูลมาใช้ในภายหลังได้อย่างทันที และไม่ทำให้ท่านต้องเสียเวลาในการอ่านทวนซ้ำ

Observation ทักษะการสังเกตุ

เราจะพบว่า นักวิจัยชั้นนำของโลกที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ค้นพบทฤษฎีผ่านการสังเกตุ ทั้งสิ้น เซอร์ ไอแซก นิวตั้ สังเกตุลูกแอปเปิ้ลที่ตกลงมาจากต้น จนเกิดเป็นคำถามการวิจัย ที่เขาต้องค้นหาคำตอบ ถามว่า คนอื่นไม่เห็น ลูกแอปเปิ้ลตกลงมาหรือ ทุกคนเห็นครับ แต่ไม่มีใครใส่ใจที่จะสังเกตุ

อาร์คิมิดีส สังเกตว่าระดับน้ำในอ่างเพิ่มสูงขึ้นขณะเขาก้าวลงไป จึงคิดได้ว่าวิธีการนี้สามารถใช้ในการหาปริมาตรของวัตถุ ด้วยความตื่นเต้นจากการค้นพบครั้งนี้ จึงร้องตะโกนว่า “ยูเรก้า” (กรีก: εὕρηκα! แปลว่า ฉันพบแล้ว) และนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกอีกมากมาย ที่ค้นพบสิ่งดี ให้แก่โลกใบนี้ ผ่านทักษะการสังเกตุ

ท่านก็สามารถฝึกทักษะการสังเกตุได้ ด้วยการตั้งคำถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม …… Why and Why and Why….ไม่ใช่ถามเพื่อกวนคนอื่นนะครับ แต่เป็นคำถามที่เราต้องค้นหาคำตอบ ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ กลับไปเป็นเจ้าหนูจำไม กันอีกนะครับ

ในงานวิจัยเชิงคุณภาพ การสังเกตุถือเป็นกระบวนการวิจัยที่ต้องใช้ ผู้วิจัยต้องทำการสังเกตพฤติกรรมของผู้ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อที่จะทำวิเคราะห์ว่า คำพูดที่บอกเล่าให้เราฟังนั้น มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร มีอะไรที่เราจำเป็นต้องทำการสืบสาวล้วงลึกลงไปอีกหรือไม่ มีอะไรที่ซ่อนอยู่ในใจที่ผู้ถูกวิจัยมีความกังวลใจไม่กล้าเปิดเผย เราอาจต้องทำการสังเกตุ แบบไม่ให้รู้ตัว หรือ อาจต้องบอกให้รู้ตัว เพื่อลดความกังวล สังเกตุแล้วก็ต้องบันทึกนะครับ จะด้วยวีดีโอ ซึ่งต้องขออนุญาติก่อน รวมถึงการจดบันทึกในสิ่งที่เราสังเกตุเห็นด้วย นอกจากการสังเกตุ ผู้ถูกวิจัยแล้ว นักวิจัยต้องสังเกตุสภาพแวดล้อม ประกอบด้วย

สำหรับงานวิจัยเชิงปริมาณ ที่เราอาจบอกว่าเราใช้สถิติในการตรวจสอบ และทดสอบ เราต้องสังเกตุด้วยหรือไม่

ผมอยากถามว่า เวลาที่เราให้กลุ่มตัวอย่างทำการกรอกแบบสอบถาม ท่านเชื่อได้อย่างไรว่า เขากำลังตั้งใจตอบแบบสอบถามของท่านจริงๆ ไม่ได้กำลังมองผ่านๆ ตาไป แล้วก็ ทำเครื่องหมายลงในแบบสอบถามเลยโดยไม่ได้อ่านอย่างละเอียด การสังเกตุจะทำให้ท่านรู้ว่า ท่านควรทำอย่างไร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือที่สุด

แม้งานวิจัยการตลาดที่ทำ Focus Group ก็ยังจำเป็นต้องอาศัยการสังเกตุพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างที่เราเชิญมาร่วมวิจัยเลยครับ

Interview ทักษะการสัมภาษณ์

ผมอยากบอกว่า ทักษะการสัมภาษณ์เป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฟัง และ การถาม มากกว่าการพูดนะครับ การสัมภาษณ์ที่ดีคือ การฟังที่ดี ฟังเพื่อจับประเด็น และใส่ใจในสิ่งที่ผู้ถูกสัมภาษณ์กำลังพูด ทำอย่างไรให้ผู้ถูกสัมภาษณ์รู้สึกไว้วางใจเรา รู้สึกว่าเราให้ความสำคัญต่อสิ่งที่เขากำลังพูด และถ้าเราพลาดในประเด็นที่เขากำลังพูด ด้วยคิดว่า เดี๋ยวค่อยกลับมาถอดเทปฟังเอาทีหลัง ท่านจะพบว่า ท่านพลาดแผนที่ลายแทงขุมทรัพย์ที่มีค่ามหาศาลไปเลยทีเดียว เพราะว่า ประเด็นที่ท่านพลาดในการฟังไป เพราะกำลังมัวไปคิดเรื่องอื่นอยู่ มัวไปคิดว่าจะสัมภาษณ์อะไรต่อไป อาจเป็นประเด็นสำคัญที่อาจช่วยให้ท่านพบหนทางที่จะไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ และลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อไปก็ได้

เราต้องเข้าใจว่า การสัมภาษณ์มีวัตถุประสงต์เพื่อต้องการข้อมูลเชิงลึก ความในใจ  เพื่อต้องการมุมมองที่หลากหลาย และเพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับมา ว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่

ผม นำเอาคำว่า LISTEN มาแยกเป็นคำนำหน้าคำอีก 6 คำ ที่ควรต้องมีในการเป็นผู้ฟังที่ดี ดังนี้ครับ

Learn : ทำตัวเป็นผู้เรียนรู้ ไม่ดูถูกความคิดของผู้ถูกสัมภาษณ์

Interest: ให้ความสนใจ ใส่ใจ ในคำพูดของผู้ถูกสัมภาณ์อยู่ตลอดเวลา

Silence: ฟังด้วยความเงียบ ไม่พูดสอดแทรก ขัดจังหวะ

Think –Now:  มีความคิดอยู่กับปัจจุบัน

Empathize:  มีความรู้สึกร่วม มีอารมณ์ร่วม ไปกับผู้ถูกสัมภาษณ์

Note:  เขียนบันทึกย่อ คำสำคัญ ทำเครื่องหมาย ? ไว้ก่อนอย่างพึ่งถาม ในขณะที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ยังพูดไม่จบ

ถ้าท่านไม่ได้เป็นผู้ฟังที่ดี ท่านก็จะไม่สามารถเป็นผู้ถามที่ดีได้นะครับ คำถามที่ท่านเตรียมมาเป็นเพียงแนวทางไม่ให้ท่านหลุดออกนอกประเด็น หรือ หลงลืมประเด็นสำคัญที่ต้องการศึกษาในงานวิจัย ดังนั้น อย่าไปกังวลกับการที่จะถาม จนลืมที่จะฟังนะครับ

ท่านลองทบทวน ประสบการณ์ของท่านในการทำวิจัย หรือ การเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆ มา ดูนะครับ ผมเชื่อว่า หลายท่านมีทักษะ D-O-I ที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว สำหรับท่านที่ยังมีโอกาสได้ใช้ทักษะ D-O-I น้อยอยู่ ผมก็ขอเชิญชวนให้เรามาร่วมพัฒนาตนเองให้เป็น นักวิจัยชาวดอย D-O-I ที่มีคุณภาพกันนะครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 6, 2013 in Management

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: