RSS

ทำอย่างไร ให้ลูกค้า รักแล้ว ไม่หน่ายเลย

24 มิ.ย.

ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2556 ผมได้ให้สัมภาษณ์รายการ SMART Sme วิทยุครอบครัวข่าว คลื่น FM 106 Mhz โดยมี คุณปุ๊ก สมาพร ชูกิจ เป็นผู้ดำเนินรายการ ในประเด็นเรื่อง Brand Engagement การสร้างความผูกพันใน แบรนด์ จึงขอนำมาถ่ายทอดเป็นบทความให้ได้อ่านกัน นะครับ

ถาม อาจารย์คะ หลายคนคงปฏิเสธไม่ลงว่าในชีวิตของเราทุกวันนี้มีแบรนด์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไม่รู้ตัวตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ตื่นมาเราต้องใช้แปรงสีฟัน ยาสีฟันยี่ห้อนี้ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้ายี่ห้อที่เราชอบ เดินทางด้วยรถคันโปรดที่เราชอบทานอาหารร้านที่เราชอบ สิ่งที่เราชอบล้วนมีความเกี่ยวข้องกับ คำว่า แบรนด์ทั้งสิ้นเลยนะคะ

สัปดาห์นี้เราเลยต้องพูดกันถึงเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ คือ   แบรนด์  (Brand)  ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความผูกพันในแบรนด์ การสร้างนวัตกรรมให้กับแบรนด์ และ การสร้างประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์

อาจารย์คะ บางที เวลาที่เราพูดกันถึงคำว่า แบรนด์ เราก็ยังไม่เข้าใจกันว่า จะหมายถึงเฉพาะ ตราสินค้า ที่เป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ หรือ โลโก้ เท่านั้น หรือว่า  มีประเด็นอื่นๆ ที่เราต้องพิจารณาเพิ่มเติมไปมากกว่าแค่คำว่า ตราสินค้า ค

ตอบ ทุกวันนี้ แบรนด์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างที่หลีกหนีไม่ได้บางคนอาจจะมองว่า แบรนด์ ก็แค่ ตราสินค้า หรือ สัญลักษณ์ ที่เราต้องออกแบบให้สวยงาม ดึงดูดตา และเป็นที่จดจำได้ ในอดีตอาจจะเป็นแบบนั้น แต่ปัจจุบันนี้ คำว่า แบรดน์ มีความหมายมากกว่า แค่ ตราสินค้า หรือว่า สัญญลักษณ์

แบรนด์ คือความรู้สึก หรือ ความประทับใจโดยรวม ที่เรามีต่อสินค้ายี่ห้อนั้น เป็นสิ่งที่ต้องถูกสร้างขึ้น เพื่อให้อยู่ในใจของผู้บริโภค ทั้งจากการโฆษณา, ประสบการณ์การใช้สินค้า, ภาพพจน์ขององค์กร และบุคลากร จากการใช้สินค้าและบริการ รวมถึง ประสบการณ์ใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับสินค้าและบริการของ แบรดน์  นั้น ๆ

แบรนด์  เป็นสิ่งที่เป็น นามธรรม จับต้องไม่ได้ แต่เราอธิบายได้ ในมิติความรู้สึกของผู้บริโภค  ที่จะให้ความรู้สึก ความหมาย คุณค่า รวมถึงความสัมพันธ์ที่ดี ที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ นั่นเอง และก็เป็นเหตุผลที่คนยอมจ่ายแพงกว่า เพื่อให้ได้ แบรนด์ที่ตัวเองพึงพอใจ

หลายครั้งที่เราใช้เหตุผลในการเลือกซื้อสินค้าโดยใช้เวลาคิดนาน กว่าจะเลือกซื้อสินค้านั้นได้ แต่ถ้าสินค้านั้นผลิดโดยแบรนด์ที่เรารู้จัก เราอาจจะตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น เช่น เราเลือกซื้อ เสื้อผ้า 1ตัว ระหว่างเสื้อผ้าที่ไม่มีสัญลักษณ์อะไร กับเสื้อที่มีสัญลักษณ์ตราสินค้าที่เรารู้จัก คุ้นเคย ติดอยู่ แต่ราคาแพงกว่ากัน 100 บาท เรามีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อเสื้อที่ราคาแพงกว่า เพราะเรามั่นใจในคุณภาพของตราสินค้าที่เรารู้จัก

ลองนึกเล่นๆ เวลาที่คณปุ๊กไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วเกิดหิว แต่อาหารท้องถิ่นของประเทศนั้น คุณปุ๊กไม่มั่นใจในความสะอาด และรสชาดไม่เป็นที่คุ้นลิ้น  แค่คุณปุ๊กเห็นสัญลักษณ์ ตัว M สีเหลืองใหญ่ๆ คุณปุ๊กก็รู้แล้วว่า มันคือ แมคโดนัดล์ ความรู้สึกมั่นใจในแมคโดนัลด์ อาจทำให้คุณปุ๊กตัดสินใจเดินเข้าไปในร้าน และรับประทานอย่างไม่ลังเล

บางคนทานกาแฟนอกบ้าน ต้องเข้าร้าน Starbucks เท่านั้น เพราะทำให้เขารู้สึกมีความสุขที่ได้ดื่มกาแฟคุณภาพชั้นดี หรืออาจมีความรู้สึกว่า ทำให้เขาดูเป็นคนที่มีรสนิยม มีกำลังซื้อ  จากตัวอย่างที่ผมยกมา จะเห็นได้ว่า แบรนด์ เป็นเรื่องของอารมณ์ มากกว่าแค่คำว่า ตราสินค้า  นะครับ

ถาม อาจารย์คะ ถ้า แบรนด์ เป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก หรือ ความประทับใจโดยรวมที่ลูกค้ามีต่อสินค้า หรือ บริการนั้นๆ ผู้ประกอบการควรเริ่มต้นอย่างไรดีคะ เพื่อที่จะสร้างแบรนด์ ให้เป็นมากกว่าแค่ ตราสินค้า หรือ โลโก้ 

ตอบ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคิดให้ลึกซึ้ง มากกว่าแค่การออกแบบตราสินค้า หรือ โลโก้สินค้า ก็คือ มีความปรารถนาที่จะให้ลูกค้าคิดถึงเราว่าอะไร เช่น สมมุติว่า ผมทำธุรกิจที่พัก รีสอร์ท ผมอยากให้ลูกค้าที่มาพัก ได้รับความสะดวกสบาย หลุดออกไปจากโลกที่มีแต่ความวุ่นวาย เหมือนได้มาชาร์จแบตเตอรี่ ที่รีสอร์ท ของผม และ คิดถึงผมทุกครั้ง ที่ต้องการความสงบและการพักผ่อนอย่างแท้จริง

จาก ธง ที่ผมตั้งเอาไว้ ว่าจะให้ลูกค้าคิดถึงเราว่าอะไร ผมต้องออกแบบองค์รวมของประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการใช้บริการรีสอร์ทที่พักของผม ทั้งก่อนเข้าพัก ระหว่างที่เข้าพัก และหลังจากเข้าพัก

ทุกจุดของการบริการที่ลูกค้าสัมผัสได้ เช่น เวปไซต์ แผ่นพับ Call Center บรรยากาศสถานที่ ห้องพัก อุปกรณ์อำนวยความสะดวก บุคลากร ขั้นตอนการบริการ ทุกอย่างต้องผสมผสานเป็นเรื่องราวเดียวกัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับรู้ถึง ความสงบและการพักผ่อนที่แท้จริง

สิ่งที่ลูกค้าจะจดจำได้ คือ ชื่อของรีสอร์ท ประสบการณ์ ความรู้สึกประทับใจ ที่อยู่ในความทรงจำ นั่นคือ ความเป็นแบรนด์

ผมขอยกตัวอย่างเพิ่มเติม เกี่ยวกับธุรกิจบริการที่เราคุ้นเคย ที่มีแบรนด์เป็นที่จดจำได้อยู่ในใจเราตลอดเวลาที่เราต้องการใช้บริการ เช่น Google เราคิดถึง Google ทุกครั้งที่เราต้องการสืบค้นหาข้อมูลที่ต้องการผ่านอินเทอร์เนต เพราะเราเชื่อว่า หาข้อมูลอะไรก็เจอ จนคำว่า Google กลายเป็นคำติดปากใช้แทนความหมายของคำว่า การสืบค้น เช่น อยากรู้ก็ลองกูเกิลดู

หรือเวลาที่เราอยากพูดคุยกับเพื่อนๆ อยากบอกเล่าเรื่องราวของเราให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ เราก็จะคิดถึง Facebook กลายเป็นเครือข่ายสังคมชุมชนออนไลน์ที่ทำให้เราได้ใกล้ชิด คุ้นเคย สนิทสนมกันมากขึ้น แล้ววันนี้ คุณปุ๊กเข้าเฟส หรือยังครับ

ผมยกตัวอย่างข้างต้น ก็เพื่อที่จะบอกว่า คำว่า แบรนด์ ไม่ได้หมายความเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ ที่เป็นตัวสินค้า เท่านั้นนะครับ

การบริการก็เป็น แบรนด์ ตัวคุณปุ๊ก ก็เป็นแบรนด์ ตัวผมก็เป็นแบรนด์ ซึ่งทั้งคุณปุ๊ก และ ผม ต้องคิดให้ลึกซึ้งว่า อยากให้คุณผู้ฟัง คิดถึงตัวเรา ในฐานะที่เป็น แบรนด์ ว่าอย่างไร

ถาม อย่างที่อาจารย์บอกว่า เราต้องเริ่มต้นด้วยการ ปักธง ให้ได้ชัดเจนก่อนว่า จะให้ลูกค้าคิดถึงเรา ในฐานะที่เป็น แบรนด์ ว่าอย่างไร หลังจากนั้น เราต้องออกแบบองค์รวมของประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากแบรนด์ของเรา อาจารย์คะ ถ้าอยากให้ลูกค้ามีความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ของเรา  จนมีความรู้สึกเหมือน ว่าเขาเป็นเจ้าของ  แบรนด์ ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงอะไรอีกบ้างคะ

ตอบ สิ่งที่เรา ปักธง และ การออกแบบองค์รวมของประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ ถือว่าเป็น คำมั่นสัญญาของแบรนด์” ที่ผู้ประกอบการสัญญาว่า จะส่งมอบคุณค่าเหล่านี้ให้กับลูกค้า

ซึ่งทุก ๆ ครั้งที่มีการสื่อสารอะไรออกไป ถือว่าเป็นการให้คำมั่นสัญญา และตอกย้ำคำมั่นสัญญา ซึ่งถ้าผลิตภัณฑ์ หรือบริการ  หรือแบรนด์ใด สามารถสร้างคำมั่นสัญญา และทำให้ได้ตามคำมั่นสัญญา อย่าสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ก็จะกลายเป็นความผูกพันระหว่างผู้ใช้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ทำให้แบรนด์นั้นๆ  เป็นแบรนด์ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่อยู่ในใจของผู้บริโภคตลอดไป

คุณปุ๊กครับ ความผูกผันของลูกค้ากับแบรนด์ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลักๆ 2 ปัจจัย

ปัจจัยแรกคือประสบการณ์ตรงจากการได้ซื้อและได้ใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอยู่มากมายนะครับ ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพของสินค้าหรือบริการ อรรถประโยชน์ของสินค้าหรือบริการ ขั้นตอนการบริการ บุคลากรในการให้บริการ

ส่วนปัจจัยที่สอง คือปัจจัยที่มีอิทธิพลอื่นๆ เช่น การประชาสัมพันธ์ ข่าวสารของแบรนด์ การพูดถึงบอกต่อ การเปรียบเทียบกับสินค้าคู่แข่ง สถานที่ เป็นต้น ปัจจัยหลักทั้งสองปัจจัยทำให้ลูกค้าความผูกผันต่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งในระดับที่แตกต่างกัน

การสร้างความผูกพันกับแบรนด์ จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานสำคัญ 2 ส่วนคือ ส่วนแรกคือการสร้างความผูกผันบนพื้นฐานของการใช้งานผลิตภัณฑ์  ในส่วนที่สองของการสร้างความผูกผันตั้งอยู่บนพื้นฐานทางอารมณ์

ถาม อาจารย์คะ เพื่อให้คุณผู้ฟัง สามารถที่จะติดตามแนวคิด และประเด็นสำคัญ ในการสร้างความผูกพันกับ แบรนด์ ปุ๊กอยากขอให้อาจารย์ อธิบายในส่วนแรก คือ การสร้างความผูกผันบนพื้นฐานของการใช้งานผลิตภัณฑ์  ก่อนนะคะ แล้ว เราค่อยไปขยายความในส่วนที่สองกันต่อไป

ตอบ ดีเลยครับคุณปุ๊ก แต่ก่อนอื่น ผมคงต้องให้คำภาษาอังกฤษของคำว่า ความผูกพันกับแบรนด์ไว้สักนิดนะครับ เผื่อคุณผู้ฟังที่เรียนทางการตลาดมา หรือ ไปอ่านหนังสือ จะได้เข้าใจได้ตรงกันมากยิ่งขึ้น ภาษาอังกฤษ เขาใช้คำว่า “Brand Engagement” นะครับ

Engagement นั้น ถ้าจะแปลความแบบง่ายๆ ก็คือ การที่ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับ แบรนด์ คำว่าผูกพัน หรือ Engage นั้น กินความหมายลึกซึ้งมากนะครับ มันไม่ใช่แค่เพียงอยากอยู่เป็นลูกค้าของแบรนด์ตลอดไปเท่านั้น มันยังหมายความรวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านรายได้ และกำไรให้เกิดขึ้นกับ แบรนด์ด้วย

ดังนั้นถ้าลูกค้าคนใดมีความรู้สึกผูกพันกับ Brand ตามความหมายของ Engagement นั้น จะต้องเป็นลูกค้า รู้สึกดีกับ  แบรนด์ ไม่อยากไปซื้อสินค้าหรือบริการของคนอื่น เลยนะครับ

ขั้นตอนแรก เราต้องทำให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือและรักษาคำมั่นสัญญา หรือ Confidence ในระดับนี้ความผูกผันจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าเริ่มเกิดความเชื่อมั่นและมีศรัทธาว่าแบรนด์ๆ นั้นจะทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับลูกค้า ซึ่งการที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกศรัทธาเชื่อมั่นนี้ไม่ได้เกิดในช่วงเพียงข้ามคืน แต่ต้องอาศัยเวลาและความพยายามที่จะทำให้เป็นไปตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับลูกค้า

การทำให้เป็นไปตามสัญญาที่จะส่งมอบคุณค่าต่างๆ แก่ลูกค้า ไม่สามารถทำได้เลยถ้าไม่ได้รับความร่วมมือ ร่วมใจจากบุคลากรทุกคนในธุรกิจ ท่านผู้ประกอบการต้องถ่ายทอด ปลูกฝัง แนวคิด กำหนดวิธีการ ขั้นตอนการปฏิบัติ ที่ถูกต้องเหมาะสม และสนับสนุนต่อองค์รวมประสบการณ์ที่จะส่งมอบเป็นคุณค่าให้แก่ลูกค้า

ขั้นตอนที่สอง  ต้องเป็นแบรนด์ที่มีความซื่อสัตย์ หรือ Integrity

ความผูกผันในระดับที่สองหมายถึงการที่ลูกค้ามีความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจ ว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ แบรนด์ นั้น ก็จะมีความสม่ำเสมอในการส่งมอบคุณค่า และองค์รวมประสบการณ์ที่สัญญาว่าจะให้ แก่ลูกค้าแต่ละคนที่ใช้ แบรนด์ เดียวกันอย่างเท่าเทียมกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นพฤติกรรมปกติของลูกค้า ในตราบใดที่ยังไม่มีความรู้สึกผูกพัน ยังไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ก็คือ จะมีความลังเลสงสัย มีความแคลงใจ ที่มีต่อแบรนด์ ท่านผู้ประกอบการต้องแสดงให้เห็นถึง ความซื่อสัตย์จริงใจ ไม่โกหกหลอกลวง และตรงไปตรงมา เช่น ท่านมีโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ก็ต้องทำให้ลูกค้าเห็น และสัมผัสได้จริงว่า ท่านได้ให้อย่างเต็มที่ ด้วยความตั้งใจที่จะให้ ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ หลอกลวง และเมื่อสัญญาว่าจะให้ ท่านต้องให้โดยไม่มีเงื่อนไข นะครับ

ถาม อาจารย์คะ ส่วนแรกคือการสร้างความผูกผันบนพื้นฐานของการใช้งานผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย การสร้างความน่าเชือ่ถือ รักษาคำมั่นสัญญา และ การเป็นแบรนด์ที่มีความซื่อสัตย์  สำหรับ ส่วนที่สอง การสร้างความผูกผันตั้งอยู่บนพื้นฐานทางอารมณ์ มีหลักคิดอะไรที่สำคัญ บ้างคะ

ตอบ การสร้างความผูกผันตั้งอยู่บนพื้นฐานทางอารมณ์ เป็นการสร้างความผูกพันที่มีต่อแบรนด์ใน ระดับที่สาม คือ ต้องทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกภูมิใจที่ได้ใช้แบรนด์ หรือ Pride

ในระดับขั้นนี้ลูกค้าผู้ใช้แบรนด์เกิดความภูมิใจในแบรนด์ที่ใช้ มีความรู้สึกที่ดีต่อ  แบรนด์ เกิดความผูกผันและประสบการณ์เชิงอารมณ์ในระดับที่สูงขึ้นกว่าแค่ความประทับใจหรือความผูกผันที่คิดว่า แบรนด์นั้นทำตามสัญญา หรือไว้วางใจได้  ในระดับของความภูมิใจนั้นอารมณ์ที่เกิดขึ้นที่อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคล

คำถาม คือ ความรู้สึกภูมิใจที่ได้ใช้แบรนด์ เกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า เป็นเขาคนสำคัญของแบรนด์ ได้รับเกียรติ การต้อนรับ การรับฟัง จาก แบรนด์ และบุคลากรทีมงานของแบรนด์

ผมยกตัวอย่าง ถ้าผมไปพักที่รีสอร์ท หรือไปทานอาหารที่ร้านที่ผมเคยไป หรือ ไปเป็นประจำ แล้วพนักงานจำผมได้ กล่าวทักทาย พูดคุยกับผม รู้ว่าผมชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ผมจะรู้สึกว่าได้รับเกียรติ และรู้สึกภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของ แบรนด์

นอกจากนั้น ผมจะยิ่งรู้สึก ภูมิใจใน แบรนด์ มากยิ่งขึ้น ถ้าผมรู้ว่า แบรนด์ที่ผมภูมิใจ เป็น แบรนด์ที่ดี ไม่เอาเปรียบสังคม มีแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือ และ มีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาสังคม ที่วันนี้ เราพูดถึง CSR (Corporate Social Responsibility) หรือ การเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม

หากทำได้ลูกค้าก็จะเกิดความภูมิใจที่เลือกใช้แบรนด์ ไม่อายที่จะบอกคนรอบข้างว่าตนเองได้ใช้แบรนด์สินค้านั้นๆ อยู่ หรือแม้กระทั่งกล้าที่จะบอกต่อให้ผู้อื่นหันมาใช้แบรนด์ที่ตนเองชื่นชอบและผูกผัน

ระดับที่สี่ ความหลงใหล จนรู้สึกว่าเป็นแบรนด์ของฉัน หรือ Passion

ในระดับนี้ลูกค้ามองเห็นคุณค่าของใช้แบรนด์สินค้า และการที่ได้มีแบรนด์นั้นๆ เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ทั้งยังไม่สามารถทดแทนด้วยแบรนด์อื่นได้  ถึงแม้จะเป็นสินค้าหรือบริการแบบเดียวกันก็ตาม ลูกค้าในระดับนี้ พร้อมที่จะโดดออกมาปกป้องแบรนด์ที่ตนเองรักหากมีใครมากล่าวหาหรือดูถูกแบรนด์ที่ตนเองหลงใหล นอกจากนี้เราอาจจะเห็นกลุ่มเครือข่ายของแบรนด์ที่มีลูกค้าเป็นผู้จัดการบริหารกลุ่มเครือข่ายที่พวกเขาตั้งขึ้นมา  แทนที่จะเป็นบริษัทเจ้าของแบรนด์เป็นผู้บริหารเครือข่าย ก็ด้วยเพราะความรัก ความผูกผัน และการที่แบรนด์นั้นๆ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพวกเขาไปเสียแล้ว

การทำให้ลูกค้าเกิดความรัก หลงใหลใน แบรนด์ ต้องใช้เวลาและการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งแบบ Off line และ On Line นะครับ

แบบ Off line เช่น การให้ลูกค้าได้มีโอกาสพบปะ พูดคุย สังสรรค์ แลกเปลี่ยนความเห็น ประสบการณ์การใช้ แบรนด์ และ การทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับ แบรนด์ รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในการกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย

แบบ On line คือ การสร้างชุมชน On Line เช่น Fan page บน Facebook    เพื่อเป็นแหล่งพบ ปะพูดคุยหรือเป็นสังคมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบแบรนด์ ตัวแบรนด์เองต้องพยายามสร้างบทสนทนาให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยเน้นให้เกิดการโต้ตอบหรือแลกเปลี่ยนจากบรรดา Fan ที่มีประสบการณ์ในการใช้สินค้า หรือ บริการ ไม่ใช่มีไว้เพื่อเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์แต่เพียงอย่างเดียวนะครับ

ที่สำคัญ อย่าลืม 3 ขั้นแรก ที่กล่าวมาในข้างต้น ถ้าผมเปรียบ ลูกค้า เป็นหญิงสาวที่น่ารัก สดใส แล้ว เปรียบ แบรนด์ เป็น ชายหนุ่ม นิสัยดี จิตใจงาม การที่ชายหนุ่ม จะทำให้ หญิงสาว มาตกหลุมรัก หลงใหล ยอมแต่งงาน อยู่กิน ผูกพัน กับ ชายหนุ่ม ไปจนแก่เฒ่า ได้ ชายหนุ่มก็ต้องเริ่มจาก การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ มีความซื่อสัตย์ ทำตัวเป็นสามีที่ดีน่าภูมิใจ ให้ได้เสียก่อน นะครับ   

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 24, 2013 in Marketing, SMEs Strategy

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: