RSS

การกำหนดกลยุทธ์ราคา ภายใต้แนวคิด Glocalization

21 ส.ค.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

 

เมื่อวันพุธที่ 21 สิงหาคม ผมได้ให้สัมภาษณ์รายการ SMART SME สถานีวิทยุครอบครัวข่าว FM 106 MHz มีคุณปุ๊ก สมาพร ชูกิจ เป็นผู้ดำเนินรายการ สัปดาห์นี้ พูดคุยกันถึงเรื่อง Glocalization และ การกำหนดกลยุทธ์ด้านราคา เลยนำมาถ่ายทอดเป็นบทความให้ได้อ่านกันครับ

ถาม อาจารย์คะ สัปดาห์นี้เราพูดคุยกันถึงเรื่อง “Glocalization” หรือ ที่มีบางท่านเรียกว่า “อัตลักษณ์ท้องถิ่นร่วมสมัย” ในช่วงต้นของการพูดคุยกัน ปุ๊กอยากรบกวนอาจารย์ได้พูดถึงที่มาของแนวคิด Glocalization สักนิดนะคะ เผื่อว่ามีคุณผู้ฟังที่ไม่ติดตามรับฟังแนวคิดเรื่องนี้จากรายการ SMART SME ในวันจันทร์ และวันอังคารที่ผ่านมา จะได้ทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน ค่ะ

ตอบ คุณปุ๊กครับ คำว่า “Glocalization”  ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยนะครับ ได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้มาประมาณ 20 ปีแล้ว ในยุคสมัยนั้นมีการพูดถึงคำว่า Globalization ที่เราแปลกันว่า โลกาภิวัตน์ เขาก็บอกว่าต่อไปโลกจะไร้พรมแดนทางการค้า มีการติดต่อสื่อสารและทำธุรกิจที่ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศได้โดยเสรี และรวดเร็วขึ้น ด้วยแรงผลักดันที่สำคัญ ก็คือ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การคมนาคมขนส่ง และ ระบบการค้าของโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไป

เราก็ตื่นเต้น และตื่นตัวกับ คำว่า Globalization กันอย่างมากนะครับ หลายองค์กรธุรกิจก็พยายามหาทางปรับตัวเพื่อให้รองรับการโอกาสและภัยคุกคามที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจาก กระแสโลกาภิวัฒน์ ในยุคสมัยนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก โลกาภิวัตน์ที่สำคัญก็คือ วิกฤติการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจของโลก หรือ ที่ถูกเรียกว่า วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2540

ซึ่งเวลาผ่านมา 20 ปี แล้ว ความเข้มข้นของ คำว่า โลกที่ไร้พรมแดน หรือ Globalization ก็จะยิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และสำหรับประเทศไทยจะเข้มข้นมากยิ่งขึ้นอีกในปลายปี 2558 เมื่อ ข้อตกลงความร่วมมือของประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน หรือ AEC เริ่มมีผลใช้ในทางปฏิบัติ

อีกคำหนึ่งที่ ถูกพูดถึงกันมาโดยตลอด ก็คือคำว่า Localization หรือ การปรับตัวสู่ท้องถิ่น  บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะมาจากซีกโลกตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา และ กลุ่มประเทศทางยุโรป หรือ บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกตะวันออก เช่น จากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ จีน ต่างให้ความสำคัญต่อการกลยุทธ์การสร้างความการเติบโตของธุรกิจ ด้วยการขยายตลาดไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา

ประเด็นปัญหาสำคัญ ก็คือ เมื่อบริษัทเหล่านี้ส่งสินค้าไปจำหน่ายยังต่างประเทศ หรือขยายธุรกิจไปดำเนินการในประเทศอื่นๆ ซึ่งมีวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ รสนิยม และความต้องการ ที่แตกต่างกันกับผู้บริโภคในประเทศต้นกำเนิด จำเป็นต้องปรับรูปแบบของผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ให้สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ

พอมาถึงคำว่า Glocalization ก็คือ บัญญัติศัพท์ที่ฮอนด้า คิดค้นขึ้นมา เมื่อ 20 กว่าปีแล้วเช่นกันครับ เป็นการรวมเอาคำสองคำมาไว้ด้วยกัน หนึ่งคือ Globalization อีกหนึ่งคือ Localization ภายใต้แนวคิดที่จะนำโลกาภิวัฒน์มาสู่ท้องถิ่นหรือภูมิภาคนั้น

ฮอนด้าเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการนำโลกถึงกัน ก็คือการเคารพในความหลากหลายและเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นเครือข่ายฮอนด้าในแต่ละแห่งจึงนำข้อดีทั้งด้านวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์ของประเทศหรือภูมิภาคนั้นๆมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ฮอนด้ามุ่งหวังที่จะให้เครือข่ายในภูมิภาคต่างๆใช้ประโยชน์จากความมั่งคั่งและความเป็นตัวของตัวเองในฐานะสมาชิกของชุมชนท้องถิ่นให้มากที่สุด ครับ

ถาม อาจารย์คะ เพื่อให้คุณผู้ฟังเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นไปอีก ก่อนที่เราจะลงไปในเรื่องของการกำหนดราคา อยากรบกวนอาจารย์ช่วยยกตัวอย่าง รูปแบบกลยุทธ์ที่เป็นการดำเนินธุรกิจแบบ Glocalization สักหน่อยนะคะ

ตอบ ขอบคุณครับคุณปุ๊ก ตรงนี้สำคัญนะครับ กลยุทธ์ Glocalization เป็นกลยุทธ์ ในการพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น ในประเทศต่างๆ ที่เราต้องการเข้าไปทำธุรกิจ

ผมยกตัวอย่าง ธุรกิจแรก คือ ร้านกาแฟ STARBUCKS หนึ่งในธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในจีนด้วยจำนวนร้านกาแฟที่มากถึงกว่า 1,000 สาขา และมีเป้าหมายที่จะเปิดให้ครบ 1,500 สาขาทั่วทั้งประเทศภายในปีอีก 3 ปีข้างหน้า STARBUCKS ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญและทันสมัยในประเทศจีน จนมีผู้กล่าวว่า “ที่ไหนมี STARBUCKS ที่นั่นเป็นเมืองที่มีการพัฒนา”

นโยบายและกลยุทธ์ที่สำคัญ ของ STARBUCKS ก็คือ ต้องเข้าใจว่าท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นนั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถนำโมเดลจากที่หนึ่งมาใช้กับทุกๆ ที่ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วสาขาของ STARBUCKS ในท้องถิ่นนั้นๆ ก็จะเกิดความแปลกแยก ไม่กลมกลืนหรือผสมผสานเข้ากับท้องถิ่นได้ แต่เพราะ STARBUCKS มีความเป็นมืออาชีพ STARBUCKS ยังคงยึดมั่นในตราสินค้าและคุณค่าของผลิตภัณฑ์อยู่เหมือนเดิม หากแต่มีการประยุกต์เข้ากับสังคมจีน เช่น การใช้ภาษาท้องถิ่นในการบริการลูกค้าให้รู้สึกถึงความเป็นกันเอง จะต้องรู้ว่าลูกค้าในย่านนี้ต้องการได้รับความรวดเร็วในการบริการ STARBUCKS ก็จะรีบเสิร์ฟเครื่องดื่มให้อย่างรวดเร็วเพื่อลูกค้าจะได้เดินทางไปจุดหมายต่อไปได้ทันเวลา หรือในด้านผลิตภัณฑ์ STARBUCKS ยังคงมีสินค้ามาตรฐานเหมือนกับ STARBUCKS สาขาอื่นๆ ทั่วโลก หากแต่ในจีนยังได้มีสินค้าพิเศษที่ประยุกต์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ชาเขียวงาดำ ขนมไหว้พระจันทร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ การร่วมมือกับท้องถิ่นในเชิงธุรกิจก็สำคัญเช่นเดียวกัน อาทิ การใช้เม็ดกาแฟคุณภาพดีจากมณฑลยูนนานเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเครื่องดื่มของ STARBUCKS

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ห้าง CP Lotus ธุรกิจยักษ์ใหญ่ของไทยที่ได้ไปขยายธุรกิจการค้าปลีกในประเทศจีนมายาวนาน กลยุทธ์สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจในจีน ของ CP คือ การสำรวจตลาด จะต้องรู้ว่าประชาชนในพื้นที่นั้นๆ มีรสนิยมการบริโภคอย่างไร ห้าง CP Lotus ไม่สามารถที่จะเอาโมเดลการตลาดของเซี่ยงไฮ้ ไปใช้กับ หางโจวได้ เพราะแต่ละพื้นที่นั้นมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น จะคิดเอาเองไม่ได้

CP Lotus ได้ทำการวิจัยตลาดจีนในแต่ละท้องที่ต่างๆ เพื่อให้สามารถป้อนสินค้าและการบริการให้เหมาะสมกับคนท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น มีการใช้แนวคิดการจัดพื้นที่ร้านให้มีความสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของชาวเซี่ยงไฮ้ที่ต้องการสินค้าดีมีคุณภาพ มีความแปลกใหม่ และต้องการความสะดวกรวดเร็วเนื่องจากวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเร่งด่วน ไม่นิยมปรุงอาหารเองในบ้าน แต่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน ดังนั้นสินค้าประเภทเครื่องปรุงอาหารต่างๆ ก็จะถูกจัดสรรเข้ามาวางจำหน่ายในร้านไม่มากนัก เพราะอาจจะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรจากกลุ่มผู้บริโภคในเซี่ยงไฮ้

ถาม อาจารย์คะ ปุ๊กมีข้อสงสัยที่อยากจะถามอาจารย์นะคะ จำเป็นหรือไม่คะว่า แนวคิด Glocalization เหมาะสำหรับ สินค้าที่มุ่งเฉพาะกลุ่มตลาดระดับบน ถ้าผู้ประกอบการบ้านเรา อย่างสินค้า OTOP ต้องการขยายตลาดไปประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่นประเทศเพื่อนบ้านของเรา ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มลูกค้าระดับล่าง ซึ่งถือว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ และมีขนาดตลาดใหญ่กว่า กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ ควรมีหลักคิดอย่างไรดีคะ

ตอบ คุณปุ๊กครับ ผมว่า ในอดีตที่มาของคำว่า Glocalization ที่เขาใช้กันส่วนใหญ่ก็มาจากแนวคิดของกลุ่มยักษ์ใหญ่ที่ผลิตสินค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า ไฮเอนด์  แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยกับกรอบความคิดเดิมๆ อีกต่อไปครับ

คุณปุ๊กเคยได้ยินชื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตอุปกรณ์สื่อสารของจีน ที่ชื่อ หัวเหว่ย (Huawei) มั๊ยครับ อย่างในบ้านเรา ค่ายโทรศัพท์มือถือบางค่ายก็ให้ หัวเหว่ย ผลิตโทรศัพท์มือถือที่มีคุณภาพดีในราคาที่ผู้บริโภคระดับกลางถึงล่างสามารถจับต้อง เป็นเจ้าของได้

หัวเหว่ย จะใช้หลักคิดแบบ Glocalization หรือไม่ ผมไม่ทราบนะครับ แต่สิ่งที่มองเห็นได้ในเชิงกลยุทธ์ก็คือ เพื่อที่ หัวเหว่ย จะสามารถขายสินค้ากับกลุ่มคนระดับล่างในแต่ละประเทศได้ หัวเหว่ย ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งเพิ่มเติม และลดทอน คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์บางอย่าง ให้สามารถตอบโจทย์ด้านราคา และความต้องการใช้งานของกลุ่มลูกค้าระดับล่างในแต่ละประเทศให้ได้ ซึ่งผมก็มองว่า เป็นหลักคิดแบบ Glocalization เช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นในความเห็นของผม ถ้าเราเข้าใจที่มาของคำและหลักคิด ว่ามาจากการผสมผสานของหลักคิด และคำว่า Globalization กับคำว่า Localization ไม่ว่า ตลาดกลุ่มเป้าหมายของเราในต่างประเทศจะเป็นตลาดระดับบน ระดับกลาง หรือว่าจะระดับล่าง ขอเพียงแต่ให้ทำความเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราในแต่ละท้องถิ่น ว่าเขามีความต้องการที่เป็นลักษณะเฉพาะ มีความเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง แล้วปรับกลยุทธ์ธุรกิจของเราให้สอดคล้องกับความเป็นท้องถิ่น ก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์ Glocalization ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จแล้วครับ

ถาม อาจารย์คะ ถ้า Glocalization คือ การกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ และ กลยุทธ์การตลาดที่ต้องคำนึงถึงความต้องการที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น สมมุติว่า ปุ๊กจะส่งสินค้า เช่น เครื่องสำอาง ไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน ลาว พม่า หรือ เวียดนาม ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นของประเทศเพื่อนบ้านเรา กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา ก็อาจมีสภาพผิว ปัญหา และความต้องการใช้เครื่องสำอางที่แตกต่างกันไปตามสภาพภูมิอากาศ หรือ ภูมิประเทศ แน่นอนค่ะว่า ปุ๊ก อาจต้องกำหนดกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์บางรายการให้มีลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นนั้นๆ แต่รายการผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการ ในภาพรวมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในประเทศนั้นๆ ได้ ปุ๊กควรจะกำหนดกลยุทธ์ราคาอย่างไรดีคะ ถึงจะสอดคล้องไปกับแนวคิด Glocalization ได้

ตอบ คุณปุ๊กครับ ไม่ว่าสินค้าของเรา จะมีการกำหนดความเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างไร การกำหนดราคาก็ยังคงจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงคุณค่าที่ผู้ซื้อได้รับเป็นประการสำคัญนะครับ

ซึ่งเป็นวิธีการกำหนดราคาโดยขึ้นอยู่กับการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อคุณค่าของผลิตภัณฑ์ โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนสินค้าของผู้ขาย ซึ่งมีผลทำให้การกำหนดราคาจะต้องสอดคล้องกับการรับรู้คุณค่าของผู้บริโภค ผู้บริโภคที่ต่างกันย่อมประเมินคุณค่าของผลิตภัณฑ์ไม่เหมือนกัน และยิมยอมจ่ายค่าสินค้าต่างกัน        นักการตลาดจะใช้เครื่องมือทางการตลาดอื่นๆ เช่น การโฆษณา การบรรจุหีบห่อ การใช้พนักงานขาย การสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค เพื่อสร้างคุณค่าให้ผู้ซื้อได้รับรู้ ตัวอย่างเช่น คลีนิคเสริมความงามที่มีการโฆษณาสร้างตราสินค้า ใช้ดารานักแสดงเป็นพรีเซนเตอร์ และทำการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง ย่อมมีคุณค่าต่อการรับรู้ของผู้บริโภคมากกว่าคลีนิคเสริมความงามที่ไม่มีการทำกิจกรรมการส่งเสริมการตลาด

การกำหนดราคาแบบนี้ต้องสอดคล้องกับการกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ ถ้ากิจการกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ไว้สูงกว่าคู่แข่งขันในด้านภาพลักษณ์และการให้บริการ ควรกำหนดราคาไม่ต่ำกว่าราคาของคู่แข่งขัน หรือสูงกว่าราคาของคู่แข่งขันเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความคุ้มค่าจากคุณค่าที่ได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับเงินที่จ่ายไป และได้รับคุณค่าที่มากกว่าการซื้อสินค้าของคู่แข่งขัน

กิจการต้องค้นหาแบบของคุณค่าที่ผู้บริโภคยอมรับที่แตกต่างไปจากสิ่งที่คู่แข่งขันได้นำเสนออยู่ ด้วยการทำวิจัยตลาดในรูปแบบการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม (Focus Group) ไปจนถึงการใช้สถิติขั้นสูงทำการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม (Conjoint Analysis) ซึ่งถ้ามีการนำเสนอคุณค่าให้กับผู้บริโภคได้รับรู้ ผู้บริโภคจะพิจารณาระดับราคาที่ควรจ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์และประโยชน์ที่จะได้รับ ถ้ากิจการกำหนดราคาขายสูงกว่าคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้ ผู้บริโภคจะไม่ยอมรับและตัดสินใจไม่ซื้อผลิตภัณฑ์นั้น

การกำหนดราคาโดยคำนึงถึงคุณค่า สามารถดำเนินการได้ แบบง่ายๆ 2 วิธี คือ

1.  วิธีการประเมินราคาโดยตรง  ถามผู้ซื้อโดยตรงว่าราคาสินค้าของกิจการควรเป็นเท่าใด

2. วิธีการประเมินจากคุณค่าที่รับรู้  การประเมินเปรียบเทียบคุณค่าของผลิตภัณฑ์ระหว่างผลิตภัณฑ์ของกิจการกับของคู่แข่งขัน เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้กิจการสามารถกำหนดราคาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการรับรู้ในคุณค่าของผู้บริโภคได้

วิธีนี้จะให้คะแนนกับผู้ซื้อ 100 คะแนน   แล้วให้จัดสรรคะแนนไปให้กับผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ยี่ห้อ     ตามคุณค่าที่ผู้บริโภคคิดว่าควรจะเป็น แล้วจึงคำนวณหาราคาที่เหมาะสมสำหรับสินค้าของกิจการโดยเปรียบเทียบกับราคาสินค้าของคู่แข่งขัน

ตัวอย่าง เช่น

คุณปุ๊ก ทำการสอบถามจากกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย 40 ราย ให้คะแนนสินค้าเครื่องสำอางของคุณปุ๊ก และ เครื่องสำอางของคู่แข่งอีกสัก 2 ราย

จากการสำรวจเราพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามทั้ง 40 คน ให้คะแนนเฉลี่ย เครื่องสำอางของคุณปุ๊ก เท่ากับ 35 คะแนน คู่แข่งรายที่ 1  มีคะแนนเฉลี่ย 45 คะแนน ซึ่งสูงกว่า ของคุณปุ๊ก และคู่แข่งรายที่ 2 ได้ 20 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าของคุณปุ๊ก

ถ้าดูแบบง่ายๆ ก็หมายความว่าคุณปุ๊ก ไม่ควรตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่งรายแรก และ ควรตั้งราคาสูงกว่า คู่แข่งรายที่สอง ถูกต้องมั๊ยครับ แต่คำถามก็คือ แล้วเราควรตั้งเท่าไรดี

เราก็ใช้วิธี เทียบบัญญัติไตรยางค์ในเบื้องต้นก่อนครับ

1) กรณีเปรียบเทียบกับ สินค้าของคู่แข่งรายแรก  ซึ่งเขาตั้งราคาขายอยู่ที่ 450 บาท เขามีคะแนนเฉลี่ยจากที่เราสำรวจมาเท่ากับ 45 คะแนน ของเรามีอยู่ 35 คะแนน เทียบบัญญัติไตรยางค์ออกมา 35/45 * 450 = 350 บาท

2) กรณีเปรียบเทียบกับ สินค้าของคู่แข่งขันรายที่ 2 ซึ่งมีราคาขายอยู่ที่ 190 บาทเขามีคะแนนเฉลี่ยจากที่เราสำรวจมาเท่ากับ 20 คะแนน ของเรามีอยู่ 35 คะแนน เทียบบัญญัติไตรยางค์ออกมา 35/20 * 190 = 332 บาท

ราคาสินค้าที่เหมาะสมสำหรับ เครื่องสำอางของคุณปุ๊ก ไม่ควรต่ำกว่า 332 บาท และไม่ควรสูงกว่า 350 บาท นะครับ

การกำหนดราคาเพื่อชักจูงให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ เราต้องกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ให้ต่ำกว่า คุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภครับรู้ได้ เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ได้ถึงความคุ้มค่าของคุณค่าที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์ เมื่อเปรียบเทียบกับเงินและต้นทุนทั้งหมดของลูกค้าที่เกิดขึ้น ทั้งต้นทุนที่เป็นตัวเงิน และต้นทุนที่ไม่ได้เป็นตัวเงิน ได่แก่ ต้นทุนที่เสียเวลา และต้นทุนที่เสียความรู้สึก ทั้งก่อนซื้อ ระหว่างซื้อ และหลังจากซื้อผลิตภัณฑ์ไปใช้ ทั้งนี้ เราต้องคำนึงถึงกำไร ผลตอบแทนที่จะได้รับจากราคาที่กำหนดขึ้นประกอบด้วยนะครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 21, 2013 in Marketing, SMEs Strategy

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: