RSS

กลยุทธ์การตลาดช่วงเทศกาลกินเจ

30 ก.ย.

ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

เมื่อวันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2556 ผมได้ให้สัมภาษณ์รายการ SMART SME วิทยุครอบครัวข่าว FM 106 MHz มีคุณปุ๊ก สมาพร ชูกิจ เป็นผู้ดำเนินรายการในประเด็น กลยุทธ์การตลาดช่วงเทศกาลกินเจ เลยขอนำมาถ่ายทอดเป็นบทความให้ได้อ่านกันนะครับ

ถาม อาจารย์คะ ใกล้จะถึงเทศกาลกินเจ แล้วนะคะ บางแห่งเขาก็เรียกว่า ประเพณีถือศีลกินผัก เท่าที่ปุ๊กทราบ เป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋า จะมีงานรวม 9 วัน กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี ซึ่งปี 2556 นี้ตรงวันที่ วันที่ 5 -13 ตุลาคม 2556 นะคะอาจารย์ ในแต่ละปี ปุ๊กว่า มีผู้คนให้ความสำคัญกับการทานเจกันมาขึ้นนะคะ ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น เพื่อนๆ ปุ๊ก หลายคน ที่เป็นคนไทยแท้ๆ ก็ยังร่วมถือศีลกินผัก งดทานเนื้อสัตว์กับเขาด้วย อาจารย์มีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไรบ้างคะ

ตอบ ประเพณีเทศกาลกินเจ ถือเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม และมีคุณค่าอย่างยิ่งนะครับ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นประเพณีที่มีรากเหง้ามาจากวัฒนธรรมไทย แต่ก็เป็นประเพณีที่ส่งผลต่อคุณค่าในวิถีการดำรงชีวิตของคนไทย และอีกหลายพันล้านคนในโลกใบนี้ ที่มีความเชื่อในเรื่องของกรรม และการทำบุญด้วยการไม่ทานอาหารที่ส่งเสริมให้มีการฆ่าสัตว์ ตัดชีวิตนะครับ ผมว่าเราทุกคนควรให้การสนับสนุนให้ประเพณีเทศกาลกินเจยังคงอยู่สืบต่อไปนะครับ

แต่เราต้องเข้าใจในจุดประสงค์ของการกินเจ ให้ถูกต้องกันก่อนนะครับ

1. กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล

2. กินด้วยจิตเมตต เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจและที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา

3.กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกินซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลงเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ

ถาม อาจารย์คะ ฟังจากที่อาจารย์พูดถึง จุดประสงค์ของการกินเจ ทั้ง 3 ประการ คือ กินเพื่อสุขภาพ กินด้วยจิตเมตตา และกินเพื่อเว้นกรรม ถือว่า เป็นการดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ถูกต้องมั๊ยคะ

ตอบ ถูกต้องครับคุณปุ๊ก นอกจากการที่เราต้องดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือ ชีวิตสัตว์ทั้งหลายแล้ว การที่เราทานอาหารเจ หรือ บางท่านอาจจะไม่ถึงขั้นเป็นอาหารเจ แต่ทานอาหารมังสะวิรัติ ก็ถือเป็นการไม่ทานอาหารที่เบียดเบียนตัวเองด้วยนะครับ

เพราะว่า การรับประทานสิ่งใดก็ตามที่ทำลายสุขภาพร่างกายของตนให้ทรุดโทรม คือ การเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้าได้พิสูจน์ยืนยันว่าเลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย

ดังนั้นการกินเจรวมไปถึงอาหารมังสะวิรัติจึงไม่ใช่เพื่อให้เกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยที่ดีทั้งด้านร่างกาย และจิตใจอีกด้วย นะครับ

คุณปุ๊กครับ อย่าลืมนะครับว่านี่คือเทศกาล “ถือศีล กินเจ” ไม่ใช่กินเจแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องถือศีล 5 ด้วยนะครับ บางท่านหากยังถือศีลไม่ได้ ก็กินเจเพียงเดียวก็ได้ เพราะบางครั้งคุณไม่สามารถถือศีล หรือรักษาศีลได้ครบทั้ง 9วัน อาจจะทำให้ศีลขาดได้ จะด้วยจากอาชีพที่เราทำ หรือเหตุการณ์ประจำวันก็ดี หากต้องถือศีลกินเจแล้วทำให้เราลำบากมากขึ้น แทนที่จะได้บุญ อาจจะได้บาปกลับมาแทน ก็แนะนำว่าทำแล้วสบายใจนั่นแหละได้บุญครับ

ถาม อาจารย์คะ ถ้ามองในเชิงธุรกิจ ช่วงเทศกาลกินเจนี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับอาหาร เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยวเลยนะคะ

ตอบ ครับ ถือเป็นโอกาสที่ดีในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 9-10 วันนะครับ แต่ยิ่งไปกว่านั้น ถือเป็นช่วงเทศกาลที่คนมีความรู้สึกอยากจ่ายนะครับ ในด้านการท่องเที่ยวก็ใช้เทศกาลกินเจ เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่จะส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวในจังหวัด หรือพื้นที่ท่องเที่ยวของตนเอง อย่างที่เราคุ้นเคย ก็คือ ที่จังหวัดภูเก็ต ที่เยาวราช วัดจีนต่างๆ รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็ จัดกิจกรรมเทศกาลกินเจ เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาเดินเที่ยว จับจ่าย ซื้ออาหารเจ และสินค้าอื่นๆ ภายในห้างฯ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ตลอดช่วงเทศกาลกินเจ จะมีเม็ดเงินในการใช้จ่ายด้านอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารเจ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เนื่องจากกระแสรับประทานอาหารเจ  อาหารเพื่อสุขภาพหรือกระแสรักสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น นะครับ

ถาม อาจารย์คะ การที่มีกระแสรับประทานอาหารเจ อาหารเพื่อสุขภาพ หรือ กระแสรักสุขภาพมากขึ้น อาจารย์มองว่ามันเป็นปรากฎการณ์ในเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างไรบ้างคะ

ตอบ คุณปุ๊กครับ ในช่วงเทศกาลกินเจ หันไปทางไหนก็จะพบกับธงสีเหลืองสัญลักษณ์เจ กันทั่วหน้านะครับ  ผมอยากบอกว่า การกินเจ เป็นปรากฏการณ์ ที่ได้ขยายวงกว้างกลายเป็น “วัฒนธรรมมวลชน” เรียกได้ว่าคนทุกเชื้อสาย หลายชนชั้น ต่างที่มา ก็ได้หันมาถือศีลกินเจ เลยเกิดปรากฏการณ์ที่ “วัฒนธรรมการกินเจ ถูกทำให้เป็นสินค้า” ในแบบที่ทางการตลาดเราก็บอกว่า เป็นการทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรม อย่างวัฒนธรรมและประเพณีเป็นสินค้าทางการตลาดที่สามารถจับต้องได้เป็นรูปธรรมขึ้นมา

คุณปุ๊กครับ วัฒนธรรมมวลชน เป็นผลผลิตที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ของกระบวนการที่จะพัฒนาไปสู่ความเป็นสากลของสังคมสมัยใหม่ ความรุ่งโรจน์ของการตลาด การประสบความสำเร็จขององค์กรขนาดใหญ่ และความหลากหลายของเทคโนโลยีการผลิตใหม่ ๆ ได้สร้างให้เกิดผลิตผลทางวัฒนธรรมขึ้นมา ซึ่งการรักษาวัฒนธรรมได้จะต้องทำให้เป็นวัฒนธรรมเป็นของมวลชน และอาจจะมีการปรับให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของสามัญชนและลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมลงไป

ด้วยความที่ผู้บริโภคบางส่วนยังยึดติดกับไลฟ์สไตล์ในการบริโภคเดิม บวกกับผู้ขายที่เน้นจะเอาใจผู้บริโภค เช่น การแปรรูปอาหารให้ยังคงมีหน้าตา และรสชาดที่คล้ายคลึงเนื้อสัตว์ ประเภทต่างๆ  ก็จะทำให้ได้รับความสนใจ เลือกซื้อจากผู้บริโภค นะครับ

ซึ่งอาจทำความเข้าใจว่าความหมายของ เจ ที่บริสุทธิ์นั้น ได้เลื่อนไหลเปลี่ยนไปตามยุคสมัย บางคนมีความตั้งใจที่จะกินเจเพื่อสุขภาพ แต่บางคน ก็อาจจะกินเจ เพราะเป็นกระแส หรือ กลายเป็นแฟชั่น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกับความหมายใหม่ของเทศกาลกินเจสมัยใหม่ ที่มีความต้องการของผู้บริโภคเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนธุรกิจ ไม่แน่นะครับคุณปุ๊ก ต่อไปเราอาจได้เห็น โคขุนโพนยางคำเจ ก็ได้นะครับ

ถาม อาจารย์คะ เนื่องจากเทศกาลกินเจ เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 9-10 วัน ผู้ประกอบการควรจะมีกลยุทธ์อย่างไรดีคะ ที่จะใช้ช่วงเวลานี้ในการสร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ แล้วก็ไม่เสียโอกาสดีๆ ในช่วงเวลาทองแบบนี้ไป 

ตอบ ผมว่าที่น่าจะต้องทำก่อนเลยนะครับ คือ การทำตัวเองไม่ให้หลุดออกไปจากเทศกาล ก็คือ การใช้สัญลักษณ์ธงสีเหลืองเจ แต่งร้านค้าของท่านให้มากที่สุด ถ้าท่านเป็นร้านค้าชำ ก็ต้องหาสินค้าประเภทเจ ที่มีตราสัญลักษณ์เจ เข้ามาเตรียมพร้อม จัดเรียง เพื่อวางจำหน่ายให้มากที่สุด เช่น นมถั่วเหลืองเจ น้ำมันพืช ซอสถั่วเหลืองปรุงรส โปรตีนเกษตร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ อาหารกระป๋อง ขนมขบเคี้ยวที่มีตราสัญลักษณ์เจ แม้เต่ข้าวสารยังปักธงเจ ได้เลยนะครับคุณปุ๊ก เพราะฉะนั้นอย่าหลุดออกไปจากเทศกาลกินเจเด็ดขาด นะครับ และที่สำคัญเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ที่มาซื้อสินค้าที่ร้านค้าของท่าน อย่าลืมแต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าสีขาวนะครับ ส่วนจะถือศีลได้กี่ข้อ ทานเจได้กี่มื้อ อันนั้นเป็นที่รู้กันเองในใจเรานะครับ ถ้าทำได้ครบถ้วนถูกต้องทุกอย่าง ก็คุยให้เต็มที่ครับ เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มเครดิตความน่าเชื่อถือของตัวเราเองในสายตาและความรู้สึกของลูกค้า นะครับ

ถ้ามองในทางการตลาด เทศกาลกินเจ ถือว่าเป็นทั้ง Event Marketing คือ การตลาดเชิงกิจกรรม และ Seasonal Marketing การตลาดที่เป็นฤดูกาล นะครับ ท่านต้องอยู่ในกระแส และมีส่วนร่วมในกิจกรรมของเทศกาลกินเจให้ได้มากที่สุด ครับ

ผมยกตัวอย่าง ปกติช่วงเทศกาลกินเจ ผู้คนจะหันมาถือศีลกินเจมากกว่าทุกปี ก็อาจจะทำให้ร้านอาหารต่างๆ มีลูกค้ามาใช้บริการลดน้อยลงกว่าเดิม ท่านก็ต้องปรับกลยุทธส่งเสริมการตลาดรับเทศกาลกินเจ อย่างโรงแรมในต่างจังหวัดบางแห่ง ก็ยกครัวจากห้องอาหารในโรงแรมออกมาตั้งบริเวณด้านหน้าโรงแรมปรุงอาหารเจขายกันสดๆตรงนั้น ทำการปรุงอาหารเจหลากหลายชนิดหลากหลายเมนู ลูกค้าจะซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน หรือว่า จะรับประทานในห้องอาหารที่มีแอร์เย็นๆ ของโรงแรมก็ได้ อันนี้ก็เป็นความสามารถในการปรับตัว เพื่อไม่ให้ธุรกิจหลุดออกไปจากเทศกาลกินเจ

ถาม อาจารย์คะ อย่างช่วงเทศกาลกินเจ บางทีปุ๊กก็จะรู้สึกเมนูอาหารบางอย่าง มีความมัน แล้วก็เลี่ยน อย่างเวลาไปเดินเที่ยวเยาวราชช่วงเทศกาลกินเจ เราก็จะพบเห็นเมนูอาหารที่คล้ายๆ กัน การสร้างความแตกต่างของเมนูก็น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงเทศกาลกินเจด้วยถูกต้องมั๊ยคะ

ตอบ ถูกต้องครับคุณปุ๊ก ปกติผมจะทานอาหารมังสะวิรัติเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 วันนะครับ ส่วนใหญ่ก็จะทำทานเองที่บ้าน แต่บางทีเราก็เบื่อฝีมือตัวเองนะครับ เพราะทำได้แต่เมนูพื้นๆ พออิ่มท้อง ผมจะมีร้านประจำที่ชอบไปทาน อยู่หลังโกลเด้นเพลส พระรามเก้า ชื่อร้าน ตาละลักษณ์ ที่ร้านนี้จะเป็นอาหารมังสะวิรัติ ที่มีรสชาดของอาหารไทยที่จัดจ้าน แล้วเขาก็ใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ตลอดเวลา เมนูอาหารของเขาเวลาทานแล้วไม่ได้รู้สึกว่าเลี่ยน แบบอาหารเจ ผมยกตัวอย่างเมนูที่ผมชอบมาก อย่าง แกงคั่วใบขี้เหล็ก ผัดสับนกที่ทำจากโคนเห็ด อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของการสร้างความแตกต่างทางด้านเมนู ที่ผมเห็นว่าดี คุณปุ๊กผ่านไปแถวนั้น น่าจะลองไปอุดหนุนดูนะครับ

ถาม อาจารย์คะ นอกจากการสร้างความแตกต่างทางด้านเมนูรายการอาหาร ถ้าเราเป็นธุรกิจขายอาหารนะคะ ทีนี้ถ้าเราเป็นธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ได้ขายอาหาร เช่น เป็นร้านค้าชำ ขายสินค้าอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับ เทศกาลกินเจ โดยตรง อาจารย์มีข้อแนะนำ ว่าควรทำอย่างไรไม่ให้หลุดไปจากเทศกาลกินเจบ้างมั๊ยคะ

ตอบ คุณปุ๊กครับ ในช่วงเทศกาลกินเจ อารมณ์ของผู้คนจะอยู่ในช่วงสภาวะที่อยากทำบุญ ทำกุศลนะครับ ไม่ว่าจะด้วยความเป็นแฟชั่น หรือว่าจากส่วนลึกของจิตใจก็ตาม เราก็น่าจะใช้ประโยชน์จากอารมณ์ตรงนี้ให้สอดคล้องกับเทศกาลกินเจนะครับ

ผมอยากแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ การตลาดอิงการกุศล นะครับ มันมีหลักการว่า เราจะนำรายได้ส่วนหนึ่งจากที่เราขายสินค้าในช่วงเทศกาลกินเจ ไปทำบุญมหากุศล ซึ่งลูกค้าที่ซื้อสินค้ากับเราจะมีส่วนร่วมในการทำบุญครั้งนี้ด้วย ตัวอย่างเช่น เราจะทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ หรือทำบุญถวายภัตตาหารเพลภิกษุ สามเณร หรือ ไปเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กกำพร้า หรือ ไปเป็นค่าอาหารสถานเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน หรือ ไปทำบุญกับศาลเจ้า โรงเจ แล้วแต่ว่า ธุรกิจของเรา ลูกค้าของเรา ใกล้ชิดและคุ้นเคย กับการที่จะไปทำบุญกุศลกับอะไร

จากนั้น เราก็มากำหนดเงื่อนไขการร่วมทำบุญของลูกค้ากับเรา เช่น ซื้อสินค้ากับที่ร้านทุก 100 บาท ได้ร่วมทำบุญ ไถ่ชีวิตโคกระบือ 10 บาท โดยที่เงิน 10 บาทนี้ จะมาจากเงินค่าสินค้าที่เราขายไปนะครับ ไม่ใช่ไปขอเงินทำบุญกับลูกค้าเพิ่ม

ขั้นตอนถัดมาก็คือ การกำหนดระยะเวลาของการทำกิจกรรมมหากุศลครั้งนี้ เช่น ในช่วงเทศกาลกินเจ วันที่ 5-13 นี้

ปัญหาก็คือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้าเชื่อว่า เราทำบุญจริงๆ นะ ไม่ได้มาหลอกให้ลูกค้าซื้อของเรา แล้วไม่เอาเงินไปทำบุญ ท่านก็อาจตั้งกล่องทำบุญเลยครับ ขายสินค้าได้ เอาเงินลงกล่องทำบุญให้ลูกค้าเห็นกันจะจะเลย เผื่อลูกค้าอยากจะทำบุญเพิ่มเติมกับเราใส่ลงในกล่องทำบุญอีก

ท่านต้องถามใจตัวเองก่อนนะครับว่า ในช่วงเทศกาลทำบุญท่านอยากที่จะที่จะทำบุญ ทำกุศลจริงๆ มั๊ย สมมุติผมเป็นร้านขายเสื้อผ้า ผมก็ทำกิจกรรมร่วมทำบุญแบบนี้ได้นะครับ แขวนธงเจหน้าร้าน ติดป้ายประชาสัมพันธ์หน้าร้าน มีรูปภาพประกอบ เช่น “เชิญร่วมทำบุญมหากุศลในเทศกาลกินเจ ซื้อเสื้อผ้าที่ร้านทุก 1 ตัว ได้ร่วมทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ 10 บาท”    แล้วมีกล่องทำบุญตั้งไว้เลย ขายได้ทุก 1 ตัว หย่อนเงินลงไปเลย 10 บาท พอหมดเทศกาลกินเจ เราก็นำเงินที่ได้ไปทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือนะครับ แล้วก็มีหลักฐาน เช่น ใบอนุโมทนาบุญ มาประชาสัมพันธ์ไว้ที่ร้าน ลูกค้าจะได้ร่วมอนุโมทนาบุญไปกับเราด้วย แบบนี้ธุรกิจของเราก็ไม่หลุดไปจากเทศกาลกินเจ และมีโอกาสใช้ช่วงเวลาทองนี้ในการสร้างรายได้ และอิ่มบุญไปพร้อมกันครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 30, 2013 in Marketing, SMEs Strategy

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: