RSS

เปลี่ยนแปลงองค์กร เพื่อเตรียมพร้อมสร้างนวัตกรรม

14 ต.ค.

ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

เมื่อวันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2556 ผมได้ให้สัมภาษณ์รายการ SMART SME วิทยุครอบครัวข่าว FM 106 MHz ในประเด็น แนวความคิดเชิงนวัตกรรมทางธุรกิจ ที่ต้องมีรากฐานมาจากการจัดการ การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร เลยนำมาถ่ายทอดเป็นบทความให้ได้อ่านกันนะครับ

ถาม อาจารย์คะ สัปดาห์นี้เราพูดคุยกันถึงเรื่อง Innovative Business Idea หรือ แนวความคิดเชิงนวัตกรรมทางธุรกิจ นะคะ ก่อนอื่นเลยคงต้องขอให้อาจารย์ช่วยขยายความสักนิดนะคะ ว่า คืออะไร แล้วก็มีความสำคัญอย่างไรคะ

ตอบ คุณปุ๊กครับ นวัตกรรมทางธุรกิจถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อความอยู่รอดของกิจการเลยนะครับ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่เราทุกคนเข้าใจกันเป็นอย่างดีก็คือ มีแรงผลักดันจาก 3 ส่วนที่สำคัญ ที่ทำให้เราต้องหาทางคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ

แรงผลักดันประการแรก ก็คือ ความต้องการของลูกค้า ลูกค้ามีโลกประสบการณ์ที่แปลกใหม่ตลอดเวลา มองจากตัวเราเองก็ได้ครับ ทุกวันเราเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา ทั้งจากการใช้สินค้า บริการต่างๆ และจากการพบเห็นสิ่งใหม่ๆ แล้วก็ทำให้เรามีความต้องการใหม่ๆ เกิดขึ้น อาจจะมาด้วยความอยาก หรือ มาด้วยปัญหาความจำเป็นในการดำรงชีวิตของเราเองนะครับ เพราะฉะนั้น คุณปุ๊กจะเห็นว่า ในบางวันที่เราเดินเล่นไปในร้านค้าต่างๆ เราอาจจะไปเจอสินค้าหรือบริการบางอย่าง แล้วเราถึงกับอุทาน “ว้าว” คิดได้ยังงัยเนี่ย กำลังอยากได้อยู่พอดีเลย

แรงผลักดันประการที่สอง ก็คือ คู่แข่งขันในตลาด ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งขันทางตรง หรือว่าทางอ้อม ก็ล้วนมีผลต่อการกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความต้องการใหม่ๆ สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ และทันทีที่ธุรกิจของเราล้าหลัง ขาดความทันสมัย หรือขาดนวัตกรรม เราก็จะถูกลูกค้าลืมในที่สุด

แรงผลักดันประการที่สาม ก็คือ แรงผลักดันจากภายในองค์กรของเราเอง หลายองค์กรธุรกิจชั้นนำของโลก ที่เราเป็นลูกค้าอยู่ เช่น บริษัทที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ผู้ผลิตยา ผู้ผลิตรถยนต์ ล้วนเป็นองค์กรที่สร้างสรรค์นวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ให้กับโลกใบนี้ ด้วยแรงผลักดันที่สำคัญก็คือ ต้องการเป็นองค์กรที่เป็นผู้นำในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไรให้แก่โลกใบนี้ได้

ซึ่งธุรกิจไม่ว่าจะขนาดใหญ่ หรือว่า SME ก็สามารถที่จะสร้างสรรค์ความคิดนวัตกรรมทางธุรกิจได้นะครับ เพียงแต่ท่านต้องเข้าใจว่า ความคิดเชิงนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องมาจากผู้บริหารที่เป็นเจ้าของกิจการเท่านั้นนะครับ ความคิดดีๆ สามารถเกิดขึ้นมาได้จากพนักงานระดับล่าง ที่เราอาจมองข้ามไปก็ได้นะครับ

ถาม อาจารย์คะ นั่นหมายความว่า บางครั้งที่ผู้ประกอบการอาจพยายามที่จะหาทางสร้างนวัตกรรม ให้เกิดขึ้นกับธุรกิจของตนเอง เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่างของเรากับของคู่แข่ง โดยที่ไม่ได้ถามความเห็นของพนักงาน ก็อาจจะเป็นวิธีการสร้างนวัตกรรมที่ไม่ถูกต้องซิคะ

ตอบ คุณปุ๊กครับ ผมว่าผู้ประกอบการก็ต้องลองถามตัวเองดูบ้างนะครับว่า พนักงานในองค์กรของท่าน เห็นความสำคัญของการที่ต้องสร้างความแตกต่างหรือสร้างนวัตกรรมบ้างหรือยัง ถ้าท่านถามตัวเองกี่ครั้งก็ยังได้คำตอบที่คลุมเครือ ต่อให้ท่านจ้างที่ปรึกษาราคาแพง มาช่วยคิดค้นนวัตกรรม ผมว่าก็ไม่รอดครับ เพราะว่า พนักงานจะไม่ให้ความร่วมมือในการที่จะส่งมอบคุณค่าของนวัตกรรมนั้นๆ ไปสู่ลูกค้า นะครับ

ถาม ปุ๊กเห็นด้วยนะคะว่า พนักงานทุกคนในองค์กรมีส่วนสำคัญอย่างมากทั้งในด้านการสร้างนวัตกรรม และ ในด้านการส่งมอบคุณค่าของนวัตกรรมให้กับลูกค้า ธุรกิจบางแห่งมีไอเดียดีๆ ที่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความแตกต่างจากคู่แข่ง และพนักงานของเขาก็ให้บริการเราเป็นอย่างดี ส่งมอบคุณค่าดีๆ ให้กับเราด้วยความตั้งใจ เราก็รู้สึกว่าอยากกลับไปอุดหนุน อยากจะบอกต่อให้เพื่อนๆ ช่วยกันไปอุดหนุนเขานะคะ

 

อาจารย์คะ ปุ๊กมีความเข้าใจว่า นวัตกรรมทางธุรกิจ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งใหม่ต่อโลก หรือต่อลูกค้า เท่านั้น ถูกต้องมั๊ยคะ แต่ยังรวมไปถึง นวัตกรรมในด้านกระบวนการดำเนินงานภายในองค์กรที่อาจจะช่วยให้ต้นทุนลดลง ผลิตสินค้าได้ดีขึ้น เร็วขึ้น ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่า ผู้ประกอบการควรทำอย่างไรคะ ให้เป็นองค์กรที่มีความพร้อมในการสร้างนวัตกรรม และมีความพร้อมในการส่งมอบคุณค่าของนวัตกรรมให้กับลูกค้าคะ

ตอบ ผมอยากบอกคุณผู้ฟังว่า ถ้าเราเข้าใจชัดเจนว่า ลูกค้า และ คู่แข่งขัน คือแรงผลักดันสำคัญ ที่ทำให้เราจำเป็นต้องสร้างนวัตกรรม นวัตกรรมคือสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง เป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วันนี้เราคิดค้นนวัตกรรมใหม่ได้ ไม่แน่ครับ พรุ่งนี้อาจกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย หรือเชยไปเลย เพราะคู่แข่งเขาอาจนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าเราขึ้นมา หรือ นวัตกรรมของเรามันไม่โดนใจลูกค้า ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าในสายตาของลูกค้าทันที

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจกันให้ถูกต้องเสียก่อนว่า นวัตกรรม ก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ที่องค์กรต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถที่จะหยุดนิ่งได้ และเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจที่เหนือกว่าคู่แข่ง หรืออย่างน้อยต้องเพียงพอต่อการดำรงธุรกิจให้อยู่รอด

ยิ่งในปัจจุบัน เราไม่อาจคาดการณ์การเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ได้ล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน ๆ เหมือนเมื่อก่อน เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวของสภาพแวดล้อมต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และพัฒนาองค์กรให้เป็น องค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง ในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง นะครับ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านกลยุทธ์ให้ทันกับความต้องการของลูกค้า และกลยุทธ์ทางธุรกิจของคู่แข่ง ครับ

ถาม อาจารย์คะ แต่เราก็มักจะพบว่า ในหลายองค์กรมีหลายคนที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง นอกจากไม่ชอบแล้วยังมีปฏิกิริยาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง บางคนก็ถามว่า ทำไมเราถึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง องค์กรไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ คะ

ตอบ คุณปุ๊กครับ ผมขอยกคำกล่าวของบุคคลระดับโลกที่กล่าวถึงความจำเป็นที่องค์กรต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้ฟังสักเล็กน้อยนะครับ คนแรกที่ต้องพูดถึงก็คือ CHARLES DARWIN นักชีวิวิทยาเอกของโลก เขากล่าวว่า “ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดที่จะอยู่รอด ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่ฉลาดที่สุดที่จะอยู่รอด แต่เผ่าพันธุ์ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดจะเป็นผู้ที่อยู่รอด”

คนถัดมา John F. Welch สุดยอด CEO ของ GE และเป็นนักบริหารที่ได้รับการยกย่องอย่างมากในโลกธุรกิจ ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงไว้ว่า “You must change before you have to” คุณต้องเปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน เมื่อใดที่อัตรากาเรปลี่ยนแปลงภายในองค์กรช้ากว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก เมื่อนั้นก็คือจุดจบขององค์กรนะครับ

คนสุดท้ายที่ขอกล่าวถึง ก็คือ HOWARD SCHULTZ ประธาน STARBUCKS ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงว่า “ทำไมการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสูตรสำเร็จของชัยชนะ คำตอบง่าย ๆ ก็เพราะว่า โลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกๆ ปี ลูกค้ามีความต้องการและรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป คู่แข่งทวีความรุนแรงในการแข่งขันมากขึ้น พนักงาน ผู้จัดการ ผู้ถือหุ้นของบริษัทก็มีการเปลี่ยนแปลง”

ถาม อาจารย์คะ ปุ๊กว่า คุณผู้ฟังหลายท่านคงเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า องค์กรจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดขององค์กร แล้วเราควรจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ให้องค์กรมีความเสียหายเกิดขึ้นน้อยที่สุด หรือมีต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงต่ำที่สุด คะ

ตอบ ผมขอนำเสนอว่า หากองค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงให้สำเร็จ ควรใช้หลักการพิจารณาว่า ควรต้องมีปัจจัยสำคัญเหล่านี้ให้ครบถ้วนนะครับ

Problem & Pain ปัญหาและความเจ็บปวดขององค์กร ผู้บริหารต้องมีภาวะผู้นำที่เด็ดขาด ปลุก กระชากให้พนักงานตื่นจากการหลับใหลภายใต้บรรยากาศที่สบาย ต้องแสดงจุดยืนให้เห็นว่า องค์กรกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤติใดบ้างทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต หากไม่เตรียมรับมือกับวิกฤติที่กำลังจะเกิดขึ้น องค์กรและพนักงานทุกคนจะได้รับผลกระทบอย่างไร เช่นเดียวกัน หากใครไม่ให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลง จะได้รับผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนาอย่างไร เช่น มีทางเลือกในการให้ลาออกพร้อมเงินชดเชย

Participation ให้พนักงานมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องมีแนวร่วมจากทุกหน่วยงานและทุกระดับตำแหน่งงาน ที่เข้าใจและเห็นความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง เราต้องให้คนเหล่านี้มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย วางแผน และดำเนินการเปลี่ยนแปลง เป็นทีมงานที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในเชิงบวก ที่จะช่วยขยายผลที่ถูกต้องไปทุกหน่วยงานอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

Vision วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและฮึกเหิม ว่าหลังจากเปลี่ยนแปลงแล้วองค์กรในอนาคตจะเป็นอย่างไร ผู้นำต้องประกาศวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำพาองค์กรไปสู่สถานภาพใหม่ ปรากฎการณ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม และต้องเป็นภาพชัดเจนที่ทุกคนในองค์กรสามารถมองเห็นไดอย่างเป็นรูปธรรม วิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจนจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนก้าวไปสู่อนาคตที่ยังมองไม่เห็นได้อย่างกล้าหาญ

Capable ความสามารถของทีมงาน ความพร้อมขององค์กรที่จะทำการปฏิวัติองค์กร ผู้นำต้องทำการประเมินความจำเป็นที่ต้องใช้ทรัพยากรในการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน กำลังคน เครื่องมือ เทคโนโลยี และจัดเตรียมทรัพยากรเหล่านั้น รวมถึงบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ความเข้าใจต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลง ให้พร้อมเพื่อไม่ให้เป็นจุดอ่อนที่เป็นอุปสรรคสำคัญของการเปลี่ยนแปลง

First Step กำหนดก้าวแรกๆ ที่ทำได้จริง เพื่อก้าวสู่องค์กรอนาคต ในช่วงระยะเวลาเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงองค์กร ทุกคนในองค์กรทั้งกลุ่มคนที่เห็นด้วย และกลุ่มคนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ต่างเฝ้าจับตามองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะสำเร็จได้หรือไม่ แน่นอนครับว่า “การรบใดๆ ย่อมไม่มีทางที่เราจะชนะได้ทุกสนามรบในเวลาเดียวกัน” ดังนั้น ผู้นำต้องทำการประเมินก่อนว่า จะเริ่มทำการเปลี่ยนแปลงในส่วนใดก่อน และค่อยขยายผลไปสู่สนามรบอื่นๆ ต่อไป

Resistance Reduction การลดการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เราต้องตระหนักรู้ให้ได้ถึงความกลัว ความกังวล และเหตุผลในการต่อต้านของพนักงาน ระวังข่าวลือที่เกิดขึ้น คอยติดตาม แก้ไขความขัดแย้งและกระแสต่อต้านนั้นด้วยทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิผลของผู้นำ กระแสต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในองค์กรจะลดลงก็ต่อเมื่อพนักงานเข้าใจความจำเป็นที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง มองเห็นอนาคตของการเปลี่ยนแปลง เชื่อมั่นว่าตนเองยังคงมีความสำคัญ มีสถานภาพการทำงานที่มั่นคง  และเชื่อว่าตนเองมีความสามารถพอที่จะทำงานให้ได้ผลงานที่ดียิ่งขึ้น ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลง

คุณปุ๊กครับ ผมอยากฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้สักนิดนะครับ สิ่งที่เราต้องตระหนักก็คือ การอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นความล้มเหลวขององค์กรที่เสมือน กบที่กำลังถูกต้มในน้ำเย็นไปสู่น้ำที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น และสูงขึ้น การปรับตัวของกบให้เข้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ก็เหมือนกับองค์กรที่กำลังปรับตัวเองไปตามสถานการณ์ที่เลวร้าย รอวันสิ้นสุดของชีวิตโดยไม่รู้ตัว 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 14, 2013 in Management, SMEs Strategy

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: