RSS

ทางเลือก ทางรอด SME ในวิกฤติการณ์ทางการเมือง

02 ธ.ค.

ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม 2556 ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังร้อนระอุ รอวันปะทุ และอาจเกิดเหตุบานปาย ผู้ประกอบการธุรกิจ SME หลายรายก็กำลังกังวลกับความอยู่รอดของตนเอง ผมจึงได้ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุ SMART SME วิทยุครอบครัวข่าว FM 106 MHz ถึงประเด็น “ทางเลือก ทางรอด SME ในวิกฤติการณ์ทางการเมือง” เลยขอนำมาถ่ายทอดเป็นบทความให้ได้อ่านกันนะครับ

ถาม อาจารย์คะ จากปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ ปุ๊กเชื่อว่า ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ก็ปรารถนาที่จะให้ปัญหาความขัดแย้งสามารถจะหาข้อยุติลงได้ในเร็วๆ นี้นะคะ  แต่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจหลายท่าน ก็มีความกังวลนะคะ ว่าจะส่งผลต่อความอยู่รอดของกิจการในอนาคตหรือไม่ ถ้าปัญหาความขัดแย้งยุติลงได้ในเวลาอันสั้น และทุกฝ่ายหันมาเจรจาพูดคุยกัน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสำคัญ ปุ๊กก็เชื่อว่า ผู้ประกอบการหลายท่านก็คงคลายความกังวลใจไปได้เยอะนะคะ ก็เลยเป็นที่มาของเรื่องราวที่เราจะคุยกันในวันนี้นะคะ ว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังวิกฤติอยู่ในขณะนี้ ผู้ประกอบการ SME ควรทำอย่างไรดีคะ ที่จะทำให้ธุรกิจยังคงสามารถอยู่รอดได้อย่างปลอดภัย

ตอบ คุณปุ๊กครับ ผมคิดว่า มีผู้ประกอบการบางส่วนที่กำลังมีความกังวลใจในสถานการณ์บ้านเมือง ว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเขาอย่างไร และ ผมก็เชื่อว่า มีผู้ประกอบการธุรกิจอีกไม่น้อย ที่ไม่รู้สึกกังวลเลย และอาจมองเห็นว่า ในสถานการณ์ที่วิกฤตินี้ กำลังเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจที่ต้องเร่งดำเนินกลยุทธ์ที่จะเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจนะครับ

คุณปุ๊กลองคิดเล่นๆ ดูก่อนนะครับ ว่าสถานการณ์บ้านเมืองที่วิกฤติอย่างนี้ ผู้บริโภคจะมีความรู้สึก กังวลใจมั๊ยครับ ผมเชื่อว่าถามคนร้อยคน ต้องตอบไปในทิศทางเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ว่า “กังวล” กังวลว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลาย จนอาจกลายเป็นความยืดเยื้อ ที่หาทางออกได้ยาก เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้นในบ้านเมืองนะครับ เราไม่อยากให้คนไทยต้องมาต่อสู้กันเอง มาทำร้ายกันเอง แต่ถ้าเราคาดเดาว่า จะมีโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นสัก 50 % คุณปุ๊กคิดว่าจะออกจากบ้านในช่วงเหตุการณ์รุนแรงมั๊ยครับ

เราก็เดาได้เลยครับว่า ผู้บริโภคที่อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล จะไม่ออกจากบ้านแน่ๆ ยกเว้นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปักหลักอยู่ในสถานที่ต่างๆ เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคที่ไม่ออกจากบ้าน หลายคนเริ่มทำการกักตุนเสบียงแล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และของใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ให้เพียงพอต่อการอยู่กับบ้าน อย่างน้อยก็ให้เพียงพอ ในช่วงระยะเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์

ผมเล่าถึงตรงนี้ เพื่อจะบอกให้เห็นว่า เป็นโอกาสช่วงสั้นๆ ของประเภทธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความจำเป็นในการดำรงชีวิตนะครับ ท่านผู้ประกอบการต้องใช้โอกาสนี้ในการเร่งกระจายสินค้าไปยังเขตพื้นที่ที่มีความต้องการซื้อ ถ้าในคลังสินค้าของท่านมีสต๊อกเหลือน้อยลง ก็อาจจำเป็นต้องพิจารณาความจำเป็นที่ต้องผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ผมขอย้ำนะครับว่า เป็นความต้องการซื้อในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

ถาม อาจารย์ทำให้ปุ๊กนึกถึงช่วงวิกฤติ ตอนที่เราประสบปัญหา มหาอุทกภัย ในช่วงปลายปี 2554 นะคะ ช่วงนั้น ความต้องการสินค้าประเภทของกิน ของใช้ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตสูงมากนะคะ ในวิกฤติช่วงนั้น ก็เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการหลายรายที่ได้มีโอกาสผลิตสินค้ามากขึ้น ทั้งเพื่อจำหน่าย และให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องที่ประสบภัยพิบัติอยู่ในขณะนั้นไปพร้อมกัน แต่เราก็ไม่อยากให้เกิดวิกฤติอะไรขึ้นมาอีกทั้งนั้นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติที่มาจากภัยธรรมชาติ หรือ ความขัดแย้งทางการเมือง สมมุติว่า เราหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ นะคะ ผู้ประกอบการธุรกิจบางรายอาจจะไม่ได้ผลิตสินค้าเพื่ออุปโภค บริโภค และอาจจะไม่อยู่ในสถานการณ์ที่สามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้นะคะ อาจารย์มีข้อแนะนำ ทางเลือก เพื่อที่จะอยู่รอด สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มนี้อย่างไรบ้างคะ

ตอบ คุณปุ๊กครับ ในปี 2556 นี้ ผู้ประกอบการ SME เจอมรสุมวิกฤติใหญ่ไปแล้ว 1 เรื่องที่สำคัญมาตั้งแต่ต้นปี นะครับ นั่นก็คือ เรื่องค่าจ้างแรงงาน 300 บาทต่อวัน ผู้ประกอบการหลายรายที่ไม่สามารถแบกภาระต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นทันทีจาก 200 กว่าบาทต่อวัน เป็น 300 บาทต่อวันพร้อมกันทั่วประเทศ ก็พากันปิดกิจการไปพอสมควร โดยเฉพาะสถานประกอบการที่ใช้แรงงานแบบเข้มข้น ซึ่งจะมีต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นทันที

ผู้ประกอบการที่ยังสามารถอยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้ ผมก็เชื่อว่า เหตุการณ์วิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องเล็กสำหรับท่านผู้ประกอบการเหล่านี้ไปแล้วครับ

ทีนี้เรามาดูกันครับว่า ในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจะได้เจอกับวิกฤติการณ์ทางธุรกิจอะไรบ้าง

สิ่งแรกก็คือ ผู้บริโภคจะชะลอการใช้จ่าย จะใช้จ่ายด้วยความระมัดระวังมากขึ้นนะครับ เพราะไม่มีใครรู้ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองจะไปสิ้นสุดเมื่อ่ใด ถึงแม้จะมีโหรจากหลายสำนักออกมาทำนายเหตุบ้านการเมืองไว้ให้พอจะใจชื้นขึ้นได้บ้าง ผู้บริโภคก็ยังไม่สามารถที่จะมั่นใจได้เต็มร้อยนะครับ ธุรกิจอาจจะขายสินค้าได้ในปริมาณที่ลดลง โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ สินค้าแฟชั่น อาจรวมไปถึงสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า อีเล็คทรอนิกส์ ของตบแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ และอุปกรณ์ประดับยนต์ เหตุผลสำคัญก็คือ ผู้บริโภคจะยินดีและอุ่นใจกับการเก็บเงินสดไว้ในมือมากกว่าที่จะจ่ายออกไป

ประการที่สอง ปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน สำหรับธุรกิจที่มีภาระค่าใช้จ่าย และต้นทุนการเงินที่สูง เช่น มีภาระหนี้ และดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน หรือมีภาระที่ต้องชำระเจ้าหนี้การค้า ในช่วงที่ธุรกิจของท่านประสบปัญหารายได้หดหายไป สืบเนื่องมาจากลูกค้าชะลอการสั่งซื้อ  ชะลอการใช้จ่าย ปัญหาการขาดสภาพคล่องระยะสั้น ก็อาจเป็นปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเงินที่รุนแรงสำหรับผู้ประกอบการบางราย

ถาม อาจารย์คิดว่า ปัญหาวิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจจะเกิดขึ้นยาวนานมั๊ยคะ

ตอบ คุณปุ๊กครับ ผมมีความเชื่อและมีความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิคู่บ้านคู่เมือง และมีความเชื่อมั่นในความรัก และความจงรักภักดี ของปวงชนชาวไทยที่มีต่อพ่อหลวงของเรา ไม่ว่า จะเป็นคนกลุ่มไหน สีไหน ผมเชื่อครับว่า ทุกดวงใจมีความรักให้กับพ่อหลวง และผมเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ จะทำให้ปัญหาความขัดแย้ง ความวุ่นวายทางการเมือง สามารถยุติลงได้ในเวลาไม่กี่เดือน อาจจะ 3-6 เดือน นะครับคุณปุ๊ก

ถาม อาจารย์ว่า ในช่วงเวลาที่ปัญหาบ้านเมืองยังไม่สงบแบบนี้ ผู้ประกอบการควรปรับตัว หรือ กำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างไรดีคะ

ตอบ ผมอยากให้ท่านผู้ประกอบการ ให้ความสำคัญกับสภาพคล่องทางธุรกิจเป็นประการสำคัญนะครับ สภาพคล่องทางธุรกิจ ก็คือ การที่เรามีเงินสดในมือ หรือ มีสินทรัพย์หมุนเวียนในมือที่จะสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว เช่น มีสินค้าสำเร็จรูปคงคลังที่สามารถเร่งระบายจำหน่ายออกไป มีลูกหนี้การค้าระยะสั้นที่สามารถเร่งรัดติดตามจัดเก็บหนี้ได้ครบถ้วน พูดกันง่ายๆ แบบชาวบ้านก็คือ เราต้องมีเงินสดสำรองให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน ไปให้ได้อย่างน้อย 6 เดือน  ผมจะขอเล่าให้ฟังถึงวิธีการทำให้ธุรกิจมีสภาพคล่อง นะครับ

ลำดับแรก ก็คือ การสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ ท่านผู้ประกอบการลองพิจารณาดูครับว่า ธุรกิจของท่านเป็นรูปแบบที่มีร้านค้าจำหน่ายเพียงแห่งเดียว หรือว่า มีเครือข่าย ช่องทางการจำหน่ายที่สามารถกระจายไปจำหน่ายในเขตพื้นที่การขายอื่นๆ ได้  ถ้าท่านมีร้านค้าเพียงแห่งเดียว และอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีสถานการณ์เลวร้าย ท่านจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายสินค้าของท่านออกจากพื้นที่ และหาพื้นที่จำหน่ายใหม่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นะครับ เช่น นำไปขายลดราคาจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในเขตพื้นที่อื่น หรือจังหวัดอื่น ซึ่งดีกว่าการปิดร้านค้ารอให้เหตุการณ์สงบนะครับ

ถ้าท่านมีช่องทางการจำหน่ายในเขตพื้นที่อื่นๆ อยู่แล้ว ก็ขอแนะนำว่า ให้ท่านเร่งบริหารสินค้า เกลี่ยโอน และกระจายสินค้าไปยังเขตพื้นที่การขายอื่นๆ เพื่อให้มีโอกาสเกิดการขาย นะครับ

หลักคิดสำคัญ ในเชิงกลยุทธ์การตลาด ก็คือ เป็นการใช้วิกฤตินี้ ทำการพัฒนาตลาดใหม่ (Market Development) คือ นำสินค้าที่มีอยู่ไปเสนอต่อลูกค้ากลุ่มใหม่ ในพื้นที่การขายใหม่ ซึ่งท่านอาจจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การเจาะตลาด ด้วยการส่งเสริมการตลาด และการส่งเสริมการขาย ควบคู่ไปด้วยนะครับ ถ้าเป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงก็อาจจะส่งเสริมการขายได้ง่าย เพราะมีกำไรเหลือพอ แต่ถ้ามีอัตรากำไรขั้นต้นน้อย ท่านต้องระวังการขาดทุนด้วยนะครับ

ลำดับต่อมาในการทำให้ธุรกิจมีสภาพคล่อง ก็คือ จัดเก็บหนี้จากลูกหนี้การค้า ในวิกฤติแบบนี้ ผมคาดว่าผู้ประกอบการหลายท่าน อาจจะต้องเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้จากลูกหนี้การค้าของท่านนะครับ สำหรับธุรกิจใดที่มีมาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบ และติดตามการชำระหนี้ของลูกหนี้การค้าอยู่แล้ว ก็ไม่ห่วงนะครับ แต่ผู้ประกอบการที่ใจดี ผ่อนปรนการชำระหนี้ของลูกหนี้การค้าอยู่เป็นประจำ ท่านก็อาจประสบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ได้ครับ ท่านอาจต้องใช้นโยบายลดหนี้ถ้าชำระหนี้ก่อนกำหนดระยะเวลา เช่นถ้าชำระหนี้ก่อนกำหนดเวลา 10 วัน จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 3 เปอร์เซนต์ เป็นต้น

ถาม อาจารย์คะ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินเป็นปัจจัยการทำธุรกิจที่ทรงคุณค่ามากที่สุด การจัดหาเงินทุนเข้ามาเติมเต็มในระบบจึงเปรียบเสมือนเป็นการต่อลมหายใจเข้าออกให้กับธุรกิจเลยก็ว่าได้ ซึ่งหนึ่งในวิธียอดนิยมที่เหล่าบรรดานักธุรกิจทั้งหน้าเก่าและใหม่นิยมทำกันมากที่สุดคงเห็นจะหนีไม่พ้น “การกู้เงิน” จากสถาบันการเงิน เพราะมันเอื้อประโยชน์ให้กับการทำธุรกิจมากกว่าการควักกระเป๋าตังค์ตัวเองเป็นไหนๆ นะคะ แต่ก็อาจจะทำให้ผู้ประกอบการต้องเจอกับการเป็นลูกหนี้ที่ขาดส่งเงินให้กับเจ้าหนี้ นะคะ อาจารย์จะมีข้อแนะนำ สำหรับผู้ประกอบการที่อาจจะประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องในการชำระหนี้สิน ในช่วงวิกฤติการทางการเมืองอย่างไรบ้างคะ

ตอบ คุณปุ๊กครับ ถ้าเป็นหนี้กับสถาบันการเงินก็น่าจะพอมีทางออกอยู่บ้างนะครับ แต่ที่ต้องระวังก็คือ การเป็นหนี้นอกระบบ เพราะ SME หลายแห่งผมว่า มีโอกาสในการเข้าถึงสถาบันการเงินไม่มากนักนะครับ เนื่องจาก Profile ทางการเงินอาจไม่ดี และมีความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์จะปล่อยเงินให้กู้ยืม  ก็เลยต้องไปกู้ยืมนอกระบบ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงมากนะครับ

ที่นี้เรามาดูว่า ถ้าเรามีปัญหาเรื่องหนี้สินที่ต้องทำการชำระ และไม่สามารถที่จะชำระได้ เนื่องจากขาดสภาพคล่องทางการเงิน ควรจะทำอย่างไรดี

ทางเลือกแรก เจรจาประนอมหนี้ หรือ ประนีประนอมกับเจ้าหนี้ ปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้หากทุกคนหันหน้าเข้าพูดคุยกันนะครับ ซึ่งวิธีการนี้ก็สามารถนำมาปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้สินทางธุรกิจได้ การเจรจาพูดคุยขอประนอมหนี้จึงเป็นวิธีการอย่างแรกที่ควรจะต้องกระทำมากที่สุด เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการยืดเวลาการชำระหนี้ออกไป หรือลดจำนวนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะส่งให้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจและป้องกันมิให้ปัญหาบานปลายไปสู่กระบวนการทางกฎหมายนั่นเอง

ทางเลือกที่สอง ยอมชำระค่าปรับ หากผู้ประกอบการไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้ตามเวลาที่กำหนด การยอมรับและเสียค่าปรับในอัตราที่กำหนดคือหนึ่งในวิธีการที่สามารถพึงกระทำได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ค่าปรับที่ใช้คิดสำหรับการผิดนัดชำระเงินมักจะคิดในอัตราที่ค่อนข้างสูงมาก ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องวางแผนทางการเงินให้รอบคอบหากคิดจะใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหาทางการเงินของบริษัท

ทางเลือกที่สาม ขอส่งดอกเบี้ยอย่างเดียว บางครั้งผู้ประกอบการอาจจะยังไม่มีเงินครบเต็มจำนวนเงินต้นที่จะต้องชำระจริงในแต่ละงวดอันมีสาเหตุที่มาจากการติดขัดบางประการ เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ประกอบการก็สามารถยื่นความจำนงไปยังสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้เพื่อขอเจรจาส่งดอกเบี้ยทดแทนเงินต้นที่ต้องชำระไปก่อนก็ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจจากทางฝั่งเจ้าหนี้ด้วยวิธีการนี้จึงจะได้ผล

ทางเลือกที่สี่ การยืดเวลาชำระหนี้หรือที่เรียกว่า Extension นั้นเป็นหนึ่งในวิธีการที่ได้รับความนิยมมาก โดยผู้ประกอบการจะต้องเข้าไปดำเนินการเจรจากับเจ้าหนี้ด้วยตนเองเพื่อขอให้เขายืดเวลาการชำระหนี้ของผู้ประกอบการให้ยาวนานขึ้น ซึ่งข้อดีของวิธีนี้คือจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับโครงสร้างหนี้ของตนเองให้มีสภาพคล่องมากขึ้นได้ แต่ทั้งนี้วิธีการนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีปัญหาเนื่องจากเจ้าหนี้ยังคงได้รับเงินคืนจากที่กู้ไปเต็มจำนวนอยู่แถมยังได้รับเงินส่วนต่างจากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทางเลือกที่ห้า รีไฟแนนซ์ บางครั้งการที่ธุรกิจของผู้ประกอบการประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในการผ่อนชำระหนี้สินอาจจะมีที่มาส่วนหนึ่งจากสัญญาการกู้เงินฉบับปัจจุบันที่ค่อนข้างจะรัดตัวมากเกินไปก็เป็นได้ การรีไฟแนนซ์จึงเป็นอีกวิธีที่น่าสนใจ โดยผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาทางเลือกของข้อเสนอทางการเงินที่ดีขึ้นกว่าสัญญาฉบับปัจจุบันที่มาจากสถาบันทางการเงินต่างๆซึ่งในที่นี้อาจรวมถึงสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้รายปัจจุบันด้วย แล้วจึงเลือกทำข้อตกลงกับข้อเสนอที่ดีที่สุดโดยขอให้ผู้ประกอบการเลือกพิจารณาในข้อเสนอที่จะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงระหว่างของเก่าและของใหม่ว่ามันคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์หรือไม่ด้วย

สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้ในช่วงท้าย ก็คือ ท่านผู้ประกอบการต้องระวัง “เงินจม” ให้ดีนะครับ อย่าให้มีเงินไปจมอยู่กับสินค้ามากเกินไป อย่าให้เงินไปจมอยู่กับลูกหนี้การค้ามากเกินไป อย่าให้เงินไปจมอยู่กับหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และ อย่าให้เงินไปจมกับสินทรัพย์ส่วนตัวที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

กฎพื้นฐานที่ผู้ประกอบการสมัยนี้ ต้องรู้ คือ ต้องอ่านงบการเงินเป็น เพื่อที่จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นของกิจการตนเองได้อย่างง่ายๆ และเข้าใจปัญหาของบริษัทหรือองค์กรของตนเองได้ทันเวลา และเมื่อเกิดปัญหาก็จะสามารถวิเคราะห์แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด รวดเร็ว และขอให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤติการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยเร็วนะครับ

ข้อมูลประกอบจาก

http://incquity.com/articles/money-talk/illiquid-debt-management

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 2, 2013 in Management, SMEs Strategy

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: