RSS

โอกาสของธุรกิจเพื่อสุขภาพ

13 ม.ค.


ดร.พงศ์ศรันย์ พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2557 ผมได้ให้สัมภาษณ์ รายการ SMART SME วิทยุครอบครัวข่าว FM 106 MHz ในเรื่องของธุรกิจเพื่อสุขภาพ จะมีโอกาสทางธุรกิจอย่างไร เลยนำมาถ่ายทอดเป็นบทความให้ได้อ่านกันนะครับ

ถาม อาจารย์คะ สัปดาห์นี้ รายการ SMART SME จะนำสาระสำคัญของธุรกิจที่ทำให้เรามีความสุขกับสุขภาพที่ดี หรือ Healthy Happy มาฝากคุณผู้ฟังกันตลอดทั้ง 4 วันเลยนะคะ เพื่อให้คุณผู้ฟังจะได้มีแนวทางในการวางแผนสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับตัวเองในปี 2557 นี้ไปด้วยเลยนะคะ

ถ้าพูดถึงเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองกัน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพผิวกายภายนอก สุขภาพร่างกายภายใน รวมไปถึงสุขภาพจิตใจ ก็เป็นที่รับรู้กันนะคะว่า ปัจจุบันคนไทยเราหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพองค์รวมกันมากขึ้นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายกันมากขึ้น การใส่ใจกับอาหารการกินที่ระมัดระวังกันมากขึ้น รวมไปถึงการใช้ธรรมะ และธรรมชาติมาช่วยบรรเทาความเครียดในจิตใจกันมากขึ้นด้วยนะคะ

ก่อนอื่นต้องถามอาจารย์ก่อนนะคะว่า อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้นคะ

ตอบ คุณปุ๊กครับ ผมอยากจะจั่วหัว ไว้ตรงนี้ชัดๆ เลยนะครับว่า การที่คนเราหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้น ก็เพราะ “ความกลัว” เป็นสิ่งเร้า ที่สำคัญต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ครับ

สมมุตินะครับ ครอบครัวของคุณปุ๊ก ของคุณผู้ฟัง รวมทั้งคนรอบๆ ตัวของผมด้วยนะครับ ตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงวันนี้ ไม่เคยมีใครเจ็บไข้ได้ป่วยเลย เราไม่เคยรับรู้ว่ามีคนรอบตัวเราป่วยตายด้วยโรคร้ายๆ เลย คุณปุ๊กว่า เราจะเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินมั๊ยครับ เช่น คนรอบตัวเราไม่เคยออกกำลังกายเลย ทานอาหารกันแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย ก็ยังไม่มีใครเจ็บป่วยจนถึงตายกันเลย เราจะเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ให้หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นหรือครับ คำตอบก็คือ ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น แต่นั่นมัน โลกในจินตนาการนะครับ

โลกในความเป็นจริงก็คือ You Are What You Eat & You Are What You Do” ก็คือ เราทำอะไร กินอะไร ก็จะได้ผลแห่งกรรมแบบนั้นนะครับคุณปุ๊ก ยกตัวอย่างตัวผมเองนะครับคุณปุ๊ก เมื่อก่อนเป็นคนที่ขี้เกียจออกกำลังกาย ทานอาหารก็ตามใจปาก น้ำหนักขึ้นก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่า ยังไม่ได้อ้วนสักเท่าไร ไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี พอมาปีหนึ่งไปเจาะเลือดตรวจปรากฎว่า คอเลสเตอรอล 300 กว่า คุณหมอก็ถามว่า มีใครในครอบครัวที่เป็นโรคหัวใจบ้างมั๊ย ผมก็บอกว่า มีครับ ตั้งแต่คุณยาย มาจนถึงคุณแม่ เป็นคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจทั้งสองท่านเลย

หมอก็ถามผมว่า กลัวตายด้วยโรคหัวใจมั๊ย กลัวตายด้วยโรคความดันโลหิตสูงมั๊ย หรือว่า กลัวเส้นเลือดฝอยในสมองแตกแล้วต้องเป็นอัมพาต เพราะความดันโลหิตสูงมั๊ย คุณหมอก็เลยต้องขู่ผมนะครับ ว่า ถ้ากลัวก็เปลี่ยนพฤติกรรมการกินซะ หันมาออกกำลังกายบ้างอย่าขี้เกียจ ตอนนี้เป็นแค่คอเลสเตอรอลสูงเท่านั้น แต่ยังดูแลได้ เพราะความดันโลหิตยังปกติ เบาหวานยังไม่มี

คุณปุ๊กครับ อาหารและสุขภาพเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน การเกิดโรคบางชนิดก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม นะครับ คนที่กลัวจะป่วย กลัวที่จะหุ่นไม่สวย กลัวที่จะตกเทรนด์ ก็หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นนะครับ

ถาม ปุ๊ก เคยได้ยินว่า สาเหตุที่สำคัญของการเจ็บป่วย ในโรคยอดฮิต อย่างเช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน กว่าร้อยละ 70 มีสาเหตุมาจาก การกินอาหารของคนเรา

อย่างที่อาจารย์บอกว่า  “You Are What You Eat and You Are What You Do” ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเรามีปัญหาสุขภาพกันนะคะ อาจารย์พอจะมีตัวเลข สถิติการเจ็บป่วยของคนไทย บ้างมั๊ยคะ ว่า โรคอะไรที่คร่าชีวิตของคนไทยไปมากที่สุด

ตอบ ถ้าดูจาก สถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่แสดงจำนวนและอัตราผู้เสียชีวิตจากโรคสำคัญ ปี พ.ศ. 2537 – 2555 พบว่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากลัวนะครับ โดยในปี 2537 มีจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง 28,741 ราย และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2555  มีจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง  63,272 ราย คิดเป็น 98.5 รายต่อประชากร 1 แสนคน และโรคมะเร็งก็เป็นโรคที่คร่าชีวิตของผู้คนในโลกนี้มากที่สุดนะครับ องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี 2573 จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั่วโลกประมาณ 17 ล้านคน จนต้องให้ความสำคัญต่อการรณรงค์ เพื่อลดอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็ง ด้วยการลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง หันมาทานผักและผลไม้กันมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายให้มากขึ้น และให้ความสำคัญต่อการผ่อนคลายความตึงเครียดของอารมณ์ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้เป็นอย่างดี ด้วยนะครับ

ถาม ขึ้นชื่อว่า “มะเร็ง” แม้ในแง่มุมหนึ่งคือโรคร้ายที่น่ากลัว หลายคนมองเป็นโรคที่รักษายาก ทำให้ชีวิตที่มีความสุขมาตลอดอาจยุติลงแค่นั้น แต่อีกนัยหนึ่งกลับทำให้หลายคนเข้มแข็งขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ และพร้อมฝ่าฟันต่อสู้กับโรคร้าย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไม่ท้อถอย นะคะ

ปุ๊กเคยได้ฟังประสบการณ์ของผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง บางท่านก็เป็นระยะที่ 3 บางท่านก็เป็นระยะที่ 4 ไปจนถึงระยะสุดท้าย มาพูดให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยมะเร็งด้วยกัน และยังให้กำลังใจ ให้แง่คิดในการใช้ชีวิตสำหรับเราที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งด้วยนะคะ ทุกท่านก็จะให้กำลังใจกับทุกคนว่า มะเร็งจะแพ้เรา ถ้าเราทำจิตใจให้สบาย หมั่นรักษาตัว ทำอารมณ์ดีอยู่เสมอ นะคะ

ตอบ ครับคุณปุ๊ก เราคุยกันมาถึงประเด็น โรคมะเร็ง ตรงนี้ เพื่อเป็นตัวอย่าง ที่อยากจะขอ “บอกย้ำ” กับคุณผู้ฟัง และท่านผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจเพื่อสุขภาพนะครับว่า สิ่งเร้าประการสำคัญที่จะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของท่าน หันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ที่เกี่ยวกับสุขภาพของท่านได้ ก็คือ สิ่งเร้า ที่เราเรียกว่า “ความกลัว” นะครับ

ไม่ว่าจะเป็น กลัวเจ็บ กลัวป่วย กลัวตาย กลัวไม่สวย กลัวไม่หล่อ ล้วนเป็นสิ่งเร้าที่จะทำให้ลูกค้าเป้าหมายของท่าน เกิดความตระหนัก ในประเด็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับคุณภาพชีวิตของพวกเขา ถ้าไม่หันมาใส่ใจในเรื่องการดูแลสุขภาพ

ประการสำคัญ ผลิตภัณฑ์ และบริการด้านสุขภาพของท่าน จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพอย่างไร ที่จะทำให้ลูกค้าของท่านสามารถที่จะคลายความกังวล หรือลดความกลัวเหล่านั้นลงไปได้อย่างไร

ถาม อาจารย์คะ จากที่เราคุยกันมาพอสมควร ก็ทำให้คุณผู้ฟังพอจะมองเห็นภาพได้ว่า ทำไมปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต่างหันมาให้ความสำคัญในการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพกันมากขึ้นนะคะ

สาเหตุสำคัญ ก็คือ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดโรคภัยต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การ เยียวยารักษาและเกิดค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ตามมา ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า มีบรรดาผู้ประกอบการด้านสุขภาพได้ขยายบริการด้านสุขภาพให้ครอบคลุม 3 ส่วนที่สำคัญในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ กันมากขึ้น นะคะ

เริ่มตั้งแต่ ส่วนแรก คือ การส่งเสริมสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง เพื่อป้องกันโรคภัยต่างๆ ส่วนที่สอง การบำบัดรักษาโรคภัยที่เกิดขึ้น และ ส่วนที่สาม คือ การฟื้นฟูสุขภาพหลังการบำบัดรักษา รวมไปถึงบริการเสริมความงามเพื่อเสริมบุคลิกภาพ ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระยะช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้นะคะ

อาจารย์คะ อย่างที่เราทราบกันดีว่า ภาครัฐ ได้กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub หรือ ศูนย์กลางธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ และทางการแพทย์ของภูมิภาคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC

อยากถามอาจารย์ว่า อะไรคือโอกาส ของประเทศไทยสำหรับการที่จะเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านสุขภาพบ้างคะ  

ตอบ คุณปุ๊กครับ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับการยอมรับในบริการด้านสุขภาพจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ด้วยหลายปัจจัยสำคัญที่เกื้อหนุน ส่งผลให้การเดินทางเข้ามาของชาวต่างชาติ เพื่อมาใช้บริการด้านสุขภาพในประเทศไทยไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่องนะครับ

โดยส่วนใหญ่สถานบริการด้านสุขภาพของไทยยังกระจุกตัวอยู่ตามกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ อาทิ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ และเกาะสมุย ซึ่งมีความพร้อมในบริการด้านการแพทย์ และบริการด้านการท่องเที่ยวต่างๆ รองรับผู้ใช้บริการด้านสุขภาพชาวต่างชาติ

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริการที่ชาวต่างชาติใช้ในโรงพยาบาลเอกชนของไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ การตรวจสุขภาพ รองลงมา คือ ศัลยกรรมความงาม ทันตกรรม ศัลยกรรมกระดูก และผ่าตัดหัวใจ ตามลำดับ

เป็นที่น่าสังเกตว่า จากกระแสความใส่ใจในสุขภาพที่มีมากขึ้นตามลำดับ ทำให้โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเดิมเน้นบริการด้านการรักษาโรคต่างๆ หันมา พัฒนาบริการด้านส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งบริการด้านเสริมความงามเพื่อสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยอาศัยความได้เปรียบจากความน่าเชื่อถือในการให้คำปรึกษาและความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ และความพร้อมของเครื่องมือทางการแพทย์

ศูนย์วิจัย ธนาคารกสิกรไทย ได้วิเคราะห์โอกาสที่สำคัญสำหรับธุรกิจบริการสุขภาพของไทย เพื่อรองรับตลาด AEC ก็คือ

– แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้ความต้องการที่พำนักระยะยาว (Long Stay) ซึ่งรวมทั้งบริการด้านสุขภาพในต่างประเทศ เพิ่มขึ้นตาม โดยมีประเทศในเอเชียที่มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่ำกว่าเป็น ปลายทางเป้าหมาย

– สภาพการดำรงชีวิตในสังคมเมือง ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ก่อให้เกิดความเครียด และโรคภัยต่างๆ ตามมา เป็นโอกาสในการขยายตัวของบริการส่งเสริมสุขภาพ

– การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เกื้อหนุนการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในอาเซียน ส่งผลดีต่อประเทศไทย รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการขยายการลงทุนใน ธุรกิจบริการทางการแพทย์

– ทำเลที่ตั้งของประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน ประกอบกับการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมเชื่อมระหว่างประเทศ เกื้อหนุนต่อการเข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพของไทย

คุณปุ๊กครับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณการว่า ประมาณร้อยละ 60 ของผู้ป่วยชาวต่างชาติ หรือจำนวน 1.48 ล้านคนเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพจากโรงพยาบาลเอกชนของไทย และมีแนวโน้มใช้จ่ายด้านสุขภาพคิดเป็นมูลค่าประมาณ 70,000 ล้านบาท/ปี

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยทั่วไปยังมีการใช้จ่ายด้านสุขภาพจากสถานบริการแพทย์ทางเลือกในประเทศไทย ซึ่งมีอยู่หลากหลายรูปแบบและ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีธุรกิจนวดแผนไทย และสปาไทย เป็นบริการด้านสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งมีให้เลือกหลายรูปแบบและระดับราคา

แต่ถ้ามองเฉพาะในกลุ่มตลาดอาเซียน ก็จะมีรายได้จากให้บริการด้านสุขภาพ ไม่ต่ำกว่าปีละประมาณ 5-6 พันล้านบาท ครับ

ถาม อาจารย์คะ ถ้าตลาดการให้บริการด้านสุขภาพมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกลุ่มลูกค้าคนไทย ลูกค้าชาวต่างชาติ ทั้งที่มาจากประชาคมอาเซียน และ ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ภาคธุรกิจที่ให้บริการด้านสุขภาพ ควรปรับตัวอย่างไรคะ เพื่อรองรับโอกาสในการที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น

ตอบ สิ่งที่สำคัญที่สุด ผมว่า ผู้ประกอบการควรเร่งพัฒนาคุณภาพในด้านการบริการและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานภายในองค์กร เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ภาคธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ดังนี้

สำหรับธุรกิจบริการสุขภาพ ที่มุ่งเน้นในด้านการส่งเสริมสุขภาพ (ธุรกิจนวดแผนไทย และสปา) ควรให้ความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์ รวมถึงการสร้างเครือข่ายกับเว็บไซต์ด้านท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม เช่น Agoda หรือ Ensogo เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ มีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการนวดให้กับบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ให้มีความเป็นมือาชีพในการเป็น เทอราปิส มืออาชีพ ระมัดระวังการบริการแอบแฝง ที่จะทำให้เสียภาพลักษณ์และชื่อเสียงการให้บริการของสปา

ถ้าขาดแคลนบุคลากรเทอราปิสที่เป็นคนไทย ผมแนะนำว่า ให้ลองพิจารณารับบุคลากรจากประเทศลาว มาฝึกให้เป็นเทอราปิส เพราะมีอัธยาศัย และจิตใจการให้บริการที่ดี น่ารักเหมือนคนไทย

เนื่องจากผู้ให้บริการลูกค้าจะเป็นผู้ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำอีก รวมถึงการบอกเล่าประสบการณ์แก่บุคคลรอบข้างให้มาใช้บริการ

สำหรับธุรกิจบริการสุขภาพทางการแพทย์ ที่มุ่งเน้นครอบคลุมทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การบำบัดรักษา และฟื้นฟูสุภาพ รวมทั้งบริการด้านเสริมความงาม (ธุรกิจโรงพยาบาล และสถานบริการด้านการแพทย์) ควรสร้างเครือข่ายกับธุรกิจเดียวกัน (สถานบริการทางการแพทย์ทั้งในประเทศ และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน) และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ (อาทิ บริษัทผลิตยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ บริษัทนำ เที่ยวทั้งในและนอกประเทศ ธุรกิจบริการด้านที่พักสำหรับผู้ป่วยและญาติ บริษัทรถเช่า สายการบินต่างๆ ) การสร้างเครือข่ายดังกล่าวจะช่วยให้สามารถขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าต่างๆ ได้มากขึ้น

สิ่งที่สำคัญก็คือ การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และ เครื่องมือทางการแพทย์ ความพร้อมในการให้บริการรูปแบบต่างๆ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโรงพยาบาล ให้พร้อมที่จะรองรับกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ที่มีความคาดหวังสูง

สุดท้ายที่อยากจะฝากถึงท่านผู้ประกอบการก็คือ ประเทศไทยยังมีประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งในการให้บริการด้านสุขภาพนะครับ เช่น มาเลเซีย และ สิงค์โปร์ ท่านต้องคอยติดตาม ศึกษา วิเคราะห์เปรียบเทียบ กับคู่แข่งของท่านอยู่เสมอ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เหนือกว่า โดยเฉพาะด้านการให้บริการของบุคลากร ซึ่งเป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบกันได้ยาก นะครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 13, 2014 in Marketing, SMEs Strategy

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: