RSS

ท่านมีระดับอาการ FoMO กลัวตกกระแส มากแค่ไหน

14 ม.ค.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

 FOMO2

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2013 สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอแนวความคิด FoMO Marketing Era พฤติกรรมใหม่ของวัยรุ่นที่เรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out) ซึ่งเป็นชื่ออาการที่คนรุ่นใหม่มักจะเป็น คือ กลัวตกกระแส กลัวเชย และกลัวจะไม่เข้ากับเพื่อนๆ หรือสังคมรอบข้าง   ซึ่งผู้บริโภคยุค FoMO ในไทยนั้น ก่อตัวมานานแล้ว โดยปรากฏการณ์  FoMO ดูจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่

ดร.แอนดรูว์ ไพรซ์บีล์สกี (Dr. Andrew Przybylski)  นักวิชาการด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยเอสเซ็กซ์ ประเทศอังกฤษ (University of Essex) ได้นำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับ อาการ FoMO  (Fear of Missing Out) ในปี 2011  ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในกลุ่มที่ใช้ Social Media จนทำให้ผู้ที่เกิดอาการ FoMO ต้องหาทางเข้าไปอัพเดทข้อมูลข่าวสารใน Social Media อย่าง Facebook เพราะกลัวจะตกข่าว ไม่ทันเทรนด์

แต่ทั้งนี้ แนวความคิด FoMO ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่พึ่งเกิดขึ้นในช่วงเพียงแค่ระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมานี้  แนวความคิดเรื่องของFoMO ได้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในปี 1996 โดย Dan Herman  เขาได้อธิบายว่า FoMO เป็นประสบการณ์ที่ได้รับ จากความกลัวที่จะรู้สึกว่า ตนเองล้มเหลว หรือ ตนเองพลาดโอกาส หรือ พลาดความสุข ที่หายไป จากการได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เป็นความสำเร็จนั้นๆ

Dan Herman อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ สำหรับ คนที่มีอาการ FoMO  ถ้าเปรียบเสมือนมีน้ำอยู่เพียงครึ่งแก้ว คนที่มีอาการ FoMO จะรู้สึกกังวลอย่างรุนแรงต่อการมีน้ำเหลือเพียงครึ่งแก้วอยู่เสมอ และ ให้ความสนใจไปในการที่จะเติมเต็มน้ำ ให้เต็มพื้นที่อีกครึ่งที่ว่างเปล่าของแก้วอยู่ตลอดเวลา

สำหรับผู้ที่มีอาการเกี่ยวข้องกับ FoMO เมื่อใช้ Facebook หรือ สื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ นั้น มักจะเกิดความรู้สึกแย่ต่อตนเอง เพราะเกิดความกังวลว่าคนอื่น ๆ จะรู้สึกมีความสุขมากกว่า กลัวที่จะไม่รู้ว่าคนอื่นมีประสบการณ์พิเศษอะไรที่ตัวเองไม่มีหรือไม่ กลัวจะไม่รู้ทันเทรนด์ กลัวจะไม่ได้ใช้ ไม่ได้เห็นอะไรแปลกใหม่ก่อนใคร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่นำประสบการณ์ของตัวเอง ณ ขณะนั้น ไปเปรียบเทียบกับประสบการณ์ของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา

สัญญาณที่บ่งชี้  บอกตัวตนของคน ที่มีอาการของ FoMO  มีมากมาย ไล่เรียงได้เห็นจะเป็นพฤติกรรมการหยิบมือถือ สมาร์ทโฟน มาเช็คข่าวมูลข่าวสาร “ถี่ยิบ” เช็ค Social Media ทุกๆ 15-30 นาที ส่งข้อความถามไถ่เพื่อนว่าทำอะไรอยู่ กระทั่งการทำหลายสิ่งหลายอย่างทาง Social Media ในเวลาเดียวกัน เช่น การ Update Status ผ่าน Facebook, Timeline, Instagram, Twister และอื่นๆ เรียกว่ามีช่องทางการสื่อสารสังคมออนไลน์ใดๆ จะแชร์ทุกช่องทางที่มีอยู่พร้อมๆ กัน

อาการของผู้ที่เป็น FoMO จะทำให้เป็นผู้ที่เสพติดโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา เราจะพบเห็นพฤติกรรมของผู้คนเหล่านี้ได้มากขึ้นตามสถานที่ทั่วไป ไม่ว่าจะบนท้องถนน แม้ในขณะที่กำลังข้ามถนน เดินไปตามริมถนน นั่งในร้านอาหาร บนรถโดยสารสาธารณะ แม้แต่ในชั้นเรียน ในที่ทำงาน หรือ แม้กระทั่งในห้องประชุมขณะที่กำลังมีการประชุมเรื่องสำคัญ

บางคนที่ทำงานหรือเรียนอยู่ มักจะวางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัว และแม้ขณะที่กำลังทำอะไรบางอย่าง หากมีเสียงการแจ้งเตือนดังขึ้น ก็จะทิ้งทุกอย่างที่ทำอยู่และหันไปสนใจกับโทรศัพท์ทันทีแม้ไม่ได้ตั้งใจก็ตาม  เมื่อโพสต์ภาพหรือสถานะบน Facebook แล้วหลังจากนั้นไม่กี่นาทีก็เช็คว่ามีใครเห็นหรือกด Like บ้าง และจะรู้สึกกังวล เมื่อเห็นว่ามีคนกด Likeให้น้อย หรือ ไม่มีใครกด Like ให้เลย

บางคนอาจรุนแรงจนถึงขั้นรู้สึกกระสับกระส่ายเมื่อห่างจากโทรศัพท์ และพยายามจะนำโทรศัพท์วางให้อยู่ใกล้มือตลอดเวลา แม้กระทั่งยามนอนก็วางใต้หมอน, หยิบติดมือไปด้วยแม้เข้าห้องน้ำ  วางบนโต๊ะทานข้าว คอยดู Status ไป ทานข้าวไป

มีแบบทดสอบ ที่ ดร.แอนดรูว์ ได้ออกแบบไว้ เพื่อทดสอบว่า คุณเป็นคนที่มีระดับของอาการ FoMO มากน้อยแค่ไหน Low, Medium หรือว่า High ตามกลุ่ม เพศ อายุ และพฤติกรรมของท่านนะครับ ลองแวะเข้าไปทดสอบกันดูนะครับ ที่ http://www.ratemyfomo.com

มีประเด็นอะไรที่ ดร.แอนดรูว์ ใช้เป็นตัวแปรเชิงพฤติกรรมในการวัดระดับ FoMO บ้าง เช่น

ความถี่ในการใช้ Social Media ในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในแต่ละสัปดาห์ เช่น หลังจากตื่นนอนภายใน 15 นาที / ช่วงเวลา 15 นาที ก่อนนอน / ระหว่างช่วงเวลารับประทานอาหารเช้า / กลางวัน / เย็น

และมีตัวแปรที่ทำการวัดด้วย Likert Scale 5 ระดับ เช่น

-ท่านรู้สึกมีความรู้สึกมีความสุขที่ได้แชร์ข้อมูล รายละเอียด บน Social Media

-มันเป็นสิ่งสำคัญที่ เข้าใจเพื่อน “ในเรื่องตลก”

-รู้สึกเป็นทุกข์ร้อน ที่จะต้องพลาดโอกาสได้พบกับเพื่อนๆ บน Social Network

-ถึงแม้จะลาพักร้อน ก็จะคอยตรวจสอบสถานะของเพื่อนๆ บน Social Network เสมอ

-กลัวว่า เพื่อนๆ จะได้รับประสบการณ์ที่ดีๆ มากกว่าตัวเอง

-บางครั้งก็รู้สึกสงสัยว่า ตัวเองได้ใช้เวลาในการติดตามว่าเกิดอะไรบน Social Network มากเกินไป

-รู้สึกทุกข์ร้อนใจ ถ้าไม่รู้ว่า เพื่อนๆ กำลังทำอะไร

-รู้สึกกังวลใจ ถ้ารู้ว่าเพื่อนๆ กำลังมีความสุข สนุกสนาน โดยไม่มีเราอยู่ในกิจกรรมนั้นๆ ด้วย

-รู้สึกเป็นทุกข์ร้อน ถ้าพลาดแผนกิจกรรมที่กำหนดไว้ ว่าจะทำร่วมกันกับเพื่อนๆ

-รู้สึกกลัวว่า คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพื่อน จะได้รับประสบการณ์ที่ดีๆ มากกว่าตัวเอง

สำหรับนักศึกษา ปริญญาโทและเอก ที่ทำวิจัย ก็สามารถใช้เป็นประเด็นข้อคำถาม สำหรับเป็นตัวแปรต้น ในโมเดลการวิจัยได้นะครับ เช่น “พฤติกรรม FoMO ของกลุ่มวัยรุ่น ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์” หรือ “พฤติกรรม FoMO ของกลุ่มคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร ที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง” อาจเป็นหัวข้อวิจัยใหม่ ที่ยังไม่เคยมีใครศึกษามาก่อนนะครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 14, 2014 in Marketing

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: