RSS

Comfort Zone มะเร็งร้ายในองค์กร

02 ก.พ.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

ทำไม KODAK ถึงล้มละลาย ทั้งๆ ที่เป็นบริษัทผู้นำในการผลิตฟิลม์กล้องถ่ายรูป ทำไม NOKIA ถึงตกอันดับจากผู้นำโทรศัพท์มือถือ จนถึงต้องกับขายกิจการให้ Microsoft ทำไม IBM ถึงต้องขายกิจการ ThinkPad ให้กับ Lenovo ทำไม ทำไม และทำไม บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอีกมากมาย ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ถึงเดินมาสู่จุดที่ล้มเหลวอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดได้

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผมเอ่ยนามมาเป็นตัวอย่างข้างต้น จะพบว่า ทุกบริษัทมี Profile ความสำเร็จที่น่าชื่นชมทั้งสิ้น ท่านเชื่อหรือไม่ว่า บริษัทเหล่านี้ ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต และเชื่อว่า สิ่งที่เป็นความสำเร็จในอดีต กลยุทธ์ที่คุ้นชิน จะทำให้กิจการสามารถก้าวต่อไปสู่จุดที่เติบโตยิ่งขึ้นได้

และมองว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ เป็นสิ่งที่จะบันทอนความมั่นคงของกิจการ

KODAK เป็นผู้นำในตลาดฟิล์มกล้อมถ่ายรูป มาอย่างยาวนาน รวมถึงการมีเครือข่ายสาขาของร้านถ่ายรูป ที่รับล้างอัดภาพกระจายไปทุกมุมของโลก ตลาดของฟิล์มถ่ายรูปเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี จนทำให้คู่แข่งรายใหม่อย่าง FUJI ก้าวเข้ามาแข่งขันในตลาดด้วยการนำเสนอสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า แต่ KODAK ก็ยังคงยึดติดกับคำว่าผู้นำตลาด ไม่ยอมลดราคาสินค้าลงมา จนเริ่มสูญเสียส่วนครองตลาดให้กับ FUJI  ท่านรู้มั๊ยครับว่า KODAK คือผู้ที่คิดค้นประดิษฐ์กรรมกล้องถ่ายภาพระบบ Digital ได้เป็นรายแรกๆ ของโลก แต่ด้วยความที่กลัวว่า จะทำให้รายได้จากการจำหน่ายฟิล์มหดหายไป จึงไม่ให้ความสนใจที่จะผลิตกล้องถ่ายภาพระบบ Digital ออกสู่ตลาดเลย

NOKIA ยึดมั่นในระบบปฏิบัติการ Symbian ของตนเอง มองว่า ระบบปฏิบัติการอย่าง Android ของ Google ที่เริ่มเข้ามาแข่งขันในตลาดโทรศัพท์สมาร์โฟน เมื่อปี 2008 ในเวอร์ชั่น 1.0  ไม่ใช่คู่แข่งขันที่น่ากลัวสำหรับ NOKIA และ ไม่ได้มีความกังวลว่า ระบบปฏิบัติการ IOS ของ Apple จะสามารถเขย่าตลาดของ NOKIA ได้

IBM ยึดติดกับความสำเร็จของการผลิตและจำหน่ายเครื่องคอมพิเวเตอร์เมนเฟรม จนถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าโลกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่เขาคิดค้นขึ้นมาได้เองในปี 1981 จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกคอมพิวเตอร์ในอนาคต แต่ IBM กลับไม่เชื่อมั่นในสิ่งประดิษฐ์ของตนเอง และคาดการณ์ว่า ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลกจะยังไม่มีขนาดใหญ่มากไปกว่า 250,000 เครื่อง  แต่ปรากฎว่าในปี 1985 ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลกมียอดจำหน่ายกว่า 1 ล้านเครื่อง

คำถามก็คือ อะไรคือสาเหตุที่เหมือนกันของทั้งสามกิจการ รวมไปถึงกิจการอื่นๆ ที่ผมไม่ได้กล่าวถึงนี้ด้วย คำตอบก็คือ ความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะก้าวข้าวพ้น ขอบเขตพื้นที่ความปลอดภัยที่พวกเขาสร้างขึ้นมาให้กับกิจการ นั่นก็คือ Comfort Zone

Comfort Zone เป็นกลไกทางจิตวิทยา ที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมา เพื่อปกป้องตัวเราเอง ให้เรารู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ลองนึกถึงตัวเราเองนะครับ เวลาท่านมีความจำเป็นต้องไปทำกิจกรรมร่วมกับคนที่ท่านไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย ท่านจะทำอย่างไร ท่านคงต้องมองหาคนที่มีบุคลิกหน้าตา รูปร่างในแบบที่ท่านคุ้นเคยไว้ก่อน เพื่อเป็นเพื่อนพูดคุยในยามที่ต้องทำกิจกรรม

ในองค์กร พนักงานจะมีความคุ้นเคยกับวิธีการทำงานต่างๆ และจะรู้สึกสบายใจถ้าได้ทำงานในวิธีการที่คุ้นเคยนั้น ถ้าองค์กรจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานใหม่ๆ ที่จะทำให้พนักงานรู้สึกว่า ทำงานยากขึ้นกว่าเดิม และมีความเสี่ยงที่จะพบกับความล้มเหลว พวกเขาก็จะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ

หลักการง่ายๆ ของมันมีอยู่ว่า คนเรานั้นไม่สามารถสามารถที่จะรู้ได้อย่างแน่ชัดว่า จะเกิดอะไรกับเราบ้างในอนาคต ถ้าเราทำในสิ่งใหม่อะไรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ดังนั้นเพื่อให้มันจะปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สมองและระบบประสาทของเราจึงเลือกหนทางที่มันคิดว่าดีที่สุดและง่ายที่สุดขึ้นมา นั่นก็คือ การไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย” ถ้าเราไม่ย้ายหรือไม่ทำอะไรที่มันแปลกใหม่ เราอยู่ที่เดิมทำอะไรแบบเดิมๆ ปล่อยให้ทุกสิ่งมันดำเนินไปเหมือนกับที่มันเคยดำเนินไปได้ในทุกๆ วัน ผลลัพธ์มันก็ย่อมจะเหมือนเดิม การเหมือนเดิมอย่างกับทุกวันที่ผ่านมานี้เป็นเครื่องการันตีอย่างชัดเจนว่าฉันยังปลอดภัยดี ฉันยังปรกติดี หรืออย่างน้อยฉันก็ยังคงมีชีวิตต่อไปได้เหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมา

ถ้าเราไม่อยากให้องค์กรก้าวเข้าสู่สภาวะล้มเหลว ผู้บริหารและพนักงานทุกคนในองค์กร ต้องก้าวข้ามพ้น “ความกลัว ที่จะพบกับความไม่แน่นอน”  ให้ได้  แน่นอนครับว่า มีบางองค์กรที่สามารถต้านทางการเปลี่ยนแปลงมาได้หลายชั่วอายุคน ยังทำงานด้วยวิธีการเดิมๆ ระบบเดิมๆ ทั้งที่ความต้องการของตลาด และภาวะการแข่งขันในตลาดเปลี่ยนแปลงไปไกลกว่าเดิมมาก ท่านรู้มั๊ยว่า ผมนึกถึงองค์กรประเภทไหน ถ้าไม่ใช่ องค์กรรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ที่ยังรู้สึกปลอดภัยกับระบบผูกขาด หรือ กึ่งผูกขาดในตลาด ที่ยังมีกฎระเบียบของรัฐคุ้มครองอยู่

ผมเชื่อว่า ผู้บริหารทุกองค์กรรู้ดีกว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องสำคัญ และมีการประกาศซ้ำๆ ซากๆ ว่า ตัวเองยินดีอ้าแขนรับกาเรปลี่ยนแปลง แต่พอเอาเข้าจริง พวกเขาก็หลงติดอยู่กับความสบายใจ และปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่เคยเป็น และซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ถึงคราวอับจนหนทาง หรือถูกบีบบังคับ ก็คงไม่เริ่มที่จะออกจากสภาวะ Comfort Zone

ทุกวันนี้ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ละเอียดอ่อนมากขึ้น  Comfort Zone ที่เคยทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้องค์กรของเรา ต้องประสบกับปัญหาความไม่แน่นอน ได้กลายสภาพเป็นคอกปิดกั้นความสำเร็จขององค์กรไปแล้ว  หลายองค์กรยังวนเวียนอยู่กับที่เดิม และถดถอย ล้าหลังลงไปเรื่อยๆ  ถ้าเราปล่อยให้ องค์กร และพนักงานในองค์กร ยังคงมีภาวะ Comfort Zone อยู่ ก็จะเป็นตัวฉุดรั้งให้ย่ำอยู่กับที่ และถอยหลังไปสู่ภาวะที่ล่มสลายในที่สุด

ที่ผมเปรียบ สภาวะ Comfort Zone ในองค์กร เสมือนเซลล์มะเร็งร้าย เพราะว่า ถ้าพนักงานกลุ่มที่อยากจะทดลองเปลี่ยนแปลง อยากจะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับองค์กร ซึ่งถือเป็นเซลล์ดีขององค์กร ถูกเซลล์มะเร็งคอยบ่อนทำลาย ขัดขวาง การพัฒนา การเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเซลล์มะเร็งร้ายเป็นผู้บริหารระดับสูงที่ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ และไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นใดๆ สุดท้าย เซลล์ดีที่อยากจะพัฒนาก็จะฝ่อตัว ห่อเหี่ยว หมดกำลังใจ และสุดท้ายก็จะถูกกลืนไปเป็นเซลล์มะเร็งที่คอยบั่นทอนองค์กรไปด้วย

ดังนั้น เราต้องไม่ปล่อยให้เซลล์มะเร็งร้ายอย่าง Comfort Zone ลุกลามต่อไป ต้องรีบค้นหาและหยุดยั้งโดยเร็ว ให้รางวัลกับผู้กล้า ให้รางวัลกับผู้ที่กล้าทดลองทำสิ่งใหม่แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ เปลี่ยนรูปแบบการให้รางวัลใหม่ ให้รางวัลกับสิ่งที่เป็นนวัตกรรม แม้จะไม่สำเร็จ แม้จะมีข้อผิดพลาด ก็ดีกว่าที่จะไม่เห็นความกล้าในการทำสิ่งใหม่เลย

จะฆ่าเซลล์มะเร็งร้าย อาจต้องใช้ยาแรง แต่ถ้าหยุดยั้งไม่ได้ปล่อยให้เซลล์มะเร็งร้ายลุกลามออกไป สุดท้ายองค์กรก็ต้องพบกับจุดจบอย่างที่ไม่ควรจะเป็น แน่นอนครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 2, 2014 in Management, SMEs Strategy

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: