RSS

Bureaucracy แนวคิดที่ยังใช้ได้ แต่ต้องปรับประยุกต์

06 ก.พ.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

ในสมัยที่ผมเรียนรัฐศาสตร์ ช่วงปี 2527 -2530 แนวความคิดของคำว่า Bureaucracy หรือ ระบบราชการ ได้ถูกปลูกฝังเข้าไปในกระบวนคิดของการจัดการองค์กร ตั้งแต่เริ่มเรียนวิชาทฤษฎีองค์การ (Organizational Theory)  ไปจนถึงในสาขาวิชาทางรัฐประศาสนศาสตร์หลายวิชา อาจารย์หลายท่านก็ยังคงถ่ายทอดความคิดให้กับนักศึกษาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่จำเป็นสำหรับการจัดการในยุคสมัยนั้น แต่ก็ยังมีความขัดแย้งในทางความคิดกับ Privatization หรือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่พยายาม จะทำให้รัฐวิสาหกิจมีความสามารถในการแข่งขันขึ้นด้วยการแปรรูปให้ลดความเป็นระบบราชการลง

Bureaucracy ถูกนำเสนอความคิดอย่างเข้มแข็ง ในปี 1922 โดย Max Weber ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์การเมืองและนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ถือกันว่า Weber เป็นผู้ก่อตั้งวิชาสังคมวิทยาสมัยใหม่และรัฐประศาสนศาสตร์ เขาได้นำเสนอหลักการสำคัญของแนวคิด Bureaucracy  หรือ ระบบราชการ  จะประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 7 ประการดังนี้

1. หลักลำดับขั้น (Hierarchy)

2. หลักความรับผิดชอบ (Responsibility)

3. หลักแห่งความสมเหตุสมผล (Rationality)

4. การมุ่งสู่ผลสำเร็จ (Achievement orientation)

5. หลักการทำให้เกิดความแตกต่างหรือความชำนาญเฉพาะด้าน (Differentiation, Specialization)

6. หลักระเบียบวินัย (Discipline)

7. ความเป็นวิชาชีพ (Professionalization)

ตามแนวคิดของ Weber ต้องการมุ่งเน้นให้องค์กรมีระบบการบริหารที่มีความเป็นมืออาชีพ เป็นระบบการบริหารงานที่เน้นระบบคุณธรรม มากกว่าระบบอุปถัมป์ ที่เน้นแต่การเอาประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตนเอง โดยไม่สนใจว่า ผู้ปฏิบัติงานที่มีความสามารถ และมีความเป็นมืออาชีพ จะรู้สึกอย่างไร

เวลาที่ผมบรรยายแนวความคิดของ Weber ให้กับนักศึกษาได้ฟัง ผมก็ยังให้ความสำคัญกับหลักการที่ดี และควรนำไปปรับใช้ในการจัดการองค์กรไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ หรือ ภาครัฐ อยู่เสมอ เพราะสิ่งที่ Weber มองเห็นก็คือ พฤติกรรมของการทำงานในองค์กรที่ยุ่งเหยิง ไร้ซึ่งระเบียบวินัย ไร้ซึ่งระบบคุณธรรม ไร้ซึ่งความเป็นมือาชีพ และมองเห็นความล้มเหลวขององค์กรที่ไม่สามารถบรรลุพันธกิจ และเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

แม้ Weber จะพูดถึงเรื่องนี้ เป็นระยะเวลากว่า 100 ปีแล้ว ผมก็ยังมองว่า แนวคิดของ Weber ยังไม้ได้ล้าสมัยไปเสียเลย หลายเรื่องยังคงเป็นเรื่องที่มีความเป็นอมตะ และยังคงต้องนำมาพิจารณาปรับใช้อยู่ต่อไป

แต่บางแนวคิดของ Weber ผมกลับมองว่า ถ้าไปนำมาใช้ในทางที่ไม่เข้าใจ กลับจะเป็นการทำลายศักยภาพในการแข่งขันขององค์กรโดยที่เราไม่รู้ตัว Weber มองว่า เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้การทำงานมีความผิดพลาดน้อยที่สุด และสามารถบรรลุผลสัมฤทธิได้ดีที่สุด ควรมีกฎระเบียบที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีการฝึกอบรมแบบพิเศษ และที่สำคัญที่สุด ผู้ปฏิบัติงานในทุกตำแหน่งต้องมีขอบเขต บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ชัดเจน ไม่ทับซ้อนหรือก้าวก่ายกัน เพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด

ถ้าเรานึกถึงภาพขององค์กรที่มีหน่วยงานแยกย่อยเต็มไปหมด เพื่อรองรับภารกิจต่างๆ ที่มีอยู่ โดยใช้หลักคิดของ Weber ที่ต้องให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ และมีของเขตหน้าที่ชัดเจน จะนำมาซึ่งการเพิ่มจำนวนบุคลากรในแต่ละสายงานให้มากขึ้น เพิ่มขั้นตอนการทำงานระหว่างหน่วยงานมากขึ้น มีผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่าย และ เกิดความล่าช้าในการประสานงานภายในองค์กร ผมเห็นองค์กรรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ตั้งหน่วยงานระดับกอง ขึ้นมาใหม่ แต่งตั้งให้มีมีผู้อำนวยการกอง 1 คน และ ผู้ปฏิบัติงานอีก 1-2 คน เท่านั้น คำถามก็คือ ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อตอบสนองความต้องการของคน หรือ ตอบสนองประสิทธิภาพ และประสิทธิผลขององค์กร

ถ้าเราสามารถทำให้บุคลากรมีขอบเขตการทำงานที่กว้างขึ้น มีทักษะในการทำงานที่หลากหลายขึ้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจที่ดี สำหรับพนักงานที่มีเป้าหมายที่ต้องการเติบโตเป็นผู้บริหารมืออาชีพในอนาคตอีกด้วย แต่สิ่งที่สำคัญ ทำให้องค์กรมีความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น สามารถทำงานทดแทนและช่วยเหลือกันได้ในยามที่จำเป็น

Weber มองว่าการมีกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกองค์กรต้องมี เพื่อให้การทำงานดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แต่ยิ่งเวลาผ่านไป คนก็ยิ่งให้ความสำคัญกับกฎระเบียบที่ต้องเพิ่มเติม เสริมแต่ง จนลืมเหตุผลที่แท้จริงที่ต้องตั้งกฎระเบียบเหล่านั้นขึ้นมา ทำให้กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำงาน เกิดความล่าช้าในการทำงาน และที่สำคัญกลับเป็นการปิดกั้นไม่ให้เกิดเรื่องดีๆ ขึ้นในองค์กร

เราจะพบว่า ผู้บริหารหลายคนพยายามปกป้องกฎระเบียบเหล่านั้นด้วยชีวิต เพราะมันทำให้พวกเขารู้สึกว่ายังปลอดภัย ยังรู้สึกว่าตัวเองมีอะไรทำ เพราะเรื่องต่างๆ ต้องผ่านมาตามขั้นตอนให้เขาได้พิจารณาตามระเบียบ เอกสารมากมายกองเป็นแฟ้มอยู่บนโต๊ะ รอเวลาที่จะได้รับการพิจารณา ตามขั้นตอนและระเบียบขององค์กร

ลองพิจารณาดูซิครับว่า มีงานไปกระจุกตัวเป็นคอขวดอยู่ที่ไหนบ้าง องค์กรทุกแห่งล้วนมีจุดที่งานมากระจุกตัวจนก่อให้เกิดความล่าช้า นี่เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับทุกคนในองค์กร ไม่เว้นแม้แต่ผู้บริหารหน่วยงานระดับต้น จนถึงระดับสูง บางทีก็ใช้วิธีการดึงเรื่องให้ล่าช้า อ้างว่าอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยไม่สนใจว่าจะเกิดความเสียหายอะไรต่อลูกค้า หรือ ต่อองค์กร

พนักงานดีๆ หลายคนต้องลาออกไป ไม่ใช่เพราะว่าเรื่องเงิน หรือ เรื่องงาน แต่เป็นเพราะกฎระเบียบที่ยุ่งยาก ที่ทำให้พวกเขารู้สึกคับข้องใจ ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่

การกำจัดกฎระเบียบที่ยุ่งยาก เป็นความท้าทายขององค์กรขนาดใหญ่ หน้าที่ของผู้บริหารและพนักงานทุกคนต้องช่วยกันดูว่า อะไรที่เป็นอุปสรรค เกะกะขวางทาง มีความจำเป็นที่ต้องเก็บกวาดให้เรียบร้อย เพื่อให้เกิดความสะดวกในการทำงาน ให้สามารถบรรลุเป้าหมายขององค์กร และทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุด

แนวคิด Bureaucracy ของ Weber ยังดีและใช้ได้อยู่ในยุคสมัยปัจจุบัน แต่ต้องปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมกับสภาพการแข่งขัน อย่าให้ความเป็นระบบราชการทำลายความคล่องตัวในการให้บริการต่อลูกค้า อย่าให้ความเป็นระบบราชการเข้ามาแทรกซึมอยู่ในองค์กรธุรกิจ และอย่าให้ความเป็นระบบราชการ มาทำลายศักยภาพในการแข่งขันขององค์กร

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 6, 2014 in Management

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: