RSS

เกษตรกร กระดูกสันหลังของชาติ

10 ก.พ.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

ในช่วงที่ผมเขียนบทความนี้ ในช่วงเวลาที่พี่น้องเกษตรกรชาวนา ก็ยังคงเดือนร้อนกับ การเปลี่ยนสถานะจากลูกหนี้ มาเป็นเจ้าหนี้  จากการนำข้าวไปจำนำตามนโยบายประชานิยมของรัฐบาล แล้วได้ใบประทวนมาถือครองไว้แทนเงินสดที่ควรจะได้ ชาวนาหลายครอบครัว ต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบ ดอกเบี้ยสูง เพื่อมาใช้จ่ายหมุนเวียนในครอบครัว บางครอบครัวต้องขายทรัพย์สิน เพื่อแลกเป็นเงินมาประทังชีพ ระหว่างที่ยังไม่ได้เงินจากโครงการรับจำนำข้าว

แต่ในอีกฝากฝั่งหนึ่งของคนที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นเกษตรกร อาจมองว่า อาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่ไม่น่าอภิรมย์เสียเลย เป็นอาชีพที่ไม่น่าจะมีความสุขเลย หรือ บางคนอาจมีทัศนคติไปว่า เกษตรกรเป็นอาชีพที่ไม่มีความสำคัญอะไรเลย

ถ้าดูตัวเลข GDP หรือ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ของประเทศไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รวบรวมเป็นสถิติไว้ จะพบว่า ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จะมีมูลค่า GDP คิดเป็นร้อยละ 11 – 12 ของ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ มีมูลค่าปีละประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ ร้อยละ 3 นะครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านดินฟ้าอากาศ และกลไกราคาตลาด เป็นประการสำคัญ

สินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่มีราคาต่อหน่วยต่ำมาก ผมยกตัวอย่าง ราคารับจำนำข้าวเปลือก ตันละ 15,000 บาท น้ำหนัก 1 ตันเท่ากับ 1,000 กิโลกรัม  เท่ากับว่าราคาข้าวเปลือกจำนำได้ กิโลกรัมละ 15 บาท นำมาขัดสีบรรจุถุงขาย ขนาด 5 กิโลกรัม ตั้งราคาขายไว้ที่ประมาณ 200 บาท เท่ากับขายปลีกเป็นข้าวสารพร้อมหุง กิโลกรัมละประมาณ 40 บาท

แต่การคิดคำนวณ GDP ภาคเกษตร จะจบอยู่ที่การขายข้าวให้กับโรงสี พอมาบรรจุถุงขายในห้างค้าปลีก ก็จะเป็น GDP ของภาคการค้าปลีกไปแล้วนะครับ

เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ถึงแม้จะมีสัดส่วนของ GDP ไม่สูงเท่ากับ GDP ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ หรือ ภาคค้าปลีก แต่ก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ที่ส่งผลให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอื่นๆ เติบโต

ผมยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่า รัฐบาล และภาคธุรกิจเอกชน ไม่ให้ความสำคัญต่อความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเกษตรกร รวมทั้งพี่น้องชาวนา ปล่อยให้พวกเขาต้องเผชิญกับชะตากรรมชีวิตที่เลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นภัยจากศัตรูพืช ภัยจากธรรมชาติ การกดราคารับซื้อของพ่อค้าคนกลาง การขาดองค์ความรู้ในการพัฒนาคุณภาพของผลิตผลทางการเกษตร  และ การขาดความตระหนักในการดำรงชีวิตอยู่ด้วยความพอเพียง สุดท้ายชาวเกษตรกรละทิ้งอาชีพ เลิกเป็นเกษตรกร เราจะเอาผลผลิตทางการเกษตรที่ไหน มาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าทางการเกษตร มาเป็นวัตถุดิบสำหรับธุรกิจบริการอย่างร้านอาหาร โรงแรม ที่ต้องเตรียมไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

แล้วธุรกิจค้าปลีก จะเอาผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ที่ไหน มาจำหน่ายในตลาด หรือห้างสรรพสินค้า ไว้ให้เราได้บริโภคกัน

วันนี้เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ในวัย 50 ปีขึ้นไป จนถึง 70-80  ปี ระดับการศึกษาส่วนใหญ่เรียนจบชั้นประถมศึกษา มีรายได้ต่อครัวเรือนปีละประมาณ 2-3 แสนบาท เฉลี่ยแค่เดือนละประมาณ หมื่นกว่าบาทเท่านั้นเองครับ และเป็นรายได้ตามผลผลิตในแต่ฤดูกาลอีกด้วยนะครับ

อย่างวันนี้ เราก็เห็นพี่น้องชาวเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาวนาที่ปลูกข้าว กลุ่มชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมง และกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ ต่างก็จะมีปัญหาที่คล้ายคลึงกัน ในเรื่องของราคาผลผลิตที่ตกต่ำ ขายไม่ได้ราคา หักลบต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ไม่เหลือกำไร

แล้วก็ยังมีปัญหาหนี้สิน ของชาวเกษตรกรหลายครอบครัว ที่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา เพื่อมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนใช้จ่ายภายในครอบครัว แล้วก็ใช้ลงทุนในการผลิตแต่ละปี

ลูกหลานชาวเกษตรกรบางส่วน ก็ไม่สนใจที่จะสืบสานอาชีพเกษตรกรต่อ เพราะว่าได้รับการศึก่ษาสูงขึ้น มีโอกาสในการเลือกอาชีพได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม หรือ ภาคบริการ

คิดดูกันครับว่า ต่อไปเราจะเหลือ เกษตรกรที่มีใจรักในอาชีพเกษตรกร ที่ยินดีเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เหลืออีกสักกี่คน     ถ้าเราไม่ช่วยกันส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกร อนาคตของประเทศชาติเราจะเป็นอย่างไรครับ

ถ้าเราไปลองทำวิจัยเล่นๆ  ไปสอบถามกลุ่มเยาวชนในชนบท พื้นที่ภาคเกษตรกรรม ที่มีอายุระหว่าง 14 -20 ปี ถึงทัศนคติที่มีต่ออาชีพเกษตรกร ก็น่าจะได้คำตอบที่คล้ายๆ กันนะครับว่า เป็นอาชีพที่ต้องใช้แรงงาน และมีความลำบาก ผมก็มีสมมุติฐานว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ อาจจะมีทัศนคติที่เป็นลบ ต่ออาชีพเกษตรกร ไม่ให้ความสนใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรต่อจากรุ่นพ่อ รุ่นแม่ แน่นอน

ผมว่านี่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของชาตินะครับ ทุกวันนี้ เราดูข่าวพี่น้อง ลุงป้า น้าอา ชาวเกษตรกร ออกมานอนอยู่กลางถนน เรียกร้องให้ภาครัฐช่วยดูแล ราคาพืชผลที่ตกต่ำ เรียกร้องให้ช่วยเหลือภาวะหนี้สินที่มีอยู่ ผมว่าก็ยิ่งทำให้ลูกหลานเกษตรกรหลายคน ไม่อยากสืบสานอาชีพเกษตรกรต่อแน่ๆ ครับ

ท่านรู้มั๊ยครับว่า ในหนทางที่มืดมนสำหรับอาชีพเกษตรกร ก็ยังมีแสงสว่างเล็กๆ ที่ช่วยจุดประกายให้เยาวชนอีกหลายคน สนใจที่จะสืบสานอาชีพเกษตรกร

ผมยกตัวอย่าง เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี เขาก็มีโครงการเสริมสร้างยุวเกษตรกร ให้กับเยาวชนที่เป็นลูกหลานเกษตรกร เพื่อปลูกฝังความรู้ทักษะ และทัศนคติที่ดีต่อภาคเกษตรกรรม ให้เกิดความเชื่อมั่นว่า การเกษตรยังเป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ และยังมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ  และถ้าดูตามเกณฑ์ประเมินความต้องการแรงงานในภาพรวมของประเทศ ภาคการเกษตรก็ยังคงเป็นสาขาอาชีพที่มีความต้องการแรงงานสูงที่สุด

สิ่งที่เครือซีพีทำ จะนำเอานักเรียนมัธยมจากโรงเรียนในโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาฝึกงานการเกษตร และทัศนศึกษา เรียนรู้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ที่จะช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ในระดับที่สามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้

ซึ่งเป็นโครงการที่ดี  ถ้าภาคเอกชนช่วยกันสนับสนุนส่งเสริม ให้เยาวชนหันมาสนใจ เห็นความสำคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกร ก็จะช่วยกันสืบสานอาชีพเกษตรกรให้เป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้

ซึ่งผมมองว่า ถ้าให้เยาวชนลูกหลานเกษตรกร มองเห็นอยู่ว่า รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ยังทำเกษตรในรูปแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้ทำให้มีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น หรือ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ก็คงจะไม่สนใจที่อยากจะมามีอาชีพเป็นเกษตรกร

แต่ถ้า พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ และเห็นการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร ได้มีโอกาสค้นคว้าทดลองขยายพันธ์ ทดลองปลูกในแนวคิดใหม่ๆ ได้ ไม่ถูกตีกรอบด้วยวิธีการเกษตรแบบเดิมๆ ก็อาจจะเป็นแรงจูงใจให้เป็น เกษตรกรรุ่นใหม่” ที่อาจจะเป็นกระแส และเป็นเทรนด์ สำหรับเยาวชนลูกหลานเกษตรกรได้นะครับ

ครับ ผมได้เห็นคนเมืองหลายคนที่เขามีฐานะทางเศรษฐกิจดีๆ นิยมไปซื้อที่ดินต่างจังหวัดกัน บางคนก็ไปแสวงหาซื้อที่เรือกสวน ไร่นา ที่เกษตรกรเดิม เขาไม่อยากทำเป็นอาชีพแล้ว เพราะไม่มีลูกหลานสนใจสืบสานอาชีพต่อ

ผมว่าถ้ากลุ่มคนเหล่านี้ เห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรกร และใช้โอกาสที่ท่านมี ทำประโยชน์ให้กับสังคม ด้วยการใช้ที่เรือกสวน ไร่นา ที่ท่านได้ซื้อสะสมไว้ เป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้ และพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรสำหรับชุมชนเกษตรโดยรอบ” ผมว่าก็จะเป็นการสร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่างมหาศาล

ผมมีแรงบันดาลใจเรื่องนี้ มาจากโครงการพระราชดำริของในหลวง หลายโครงการที่พระองค์ได้ทรงไป ริเริ่ม ทดลอง และขยายผลไปยังเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ จนเกิดเป็นประโยชน์ที่เอนกอนันต์ต่อชาวเกษตรกร

หลายท่านที่มีกำลังฐานะทางเศรษฐกิจดี สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้ง่ายกว่าชาวเกษตรกร นะครับ เพราะว่าท่านมีกำลังทรัพย์ ท่านมีเครือข่ายคอนเนคชั่น ท่านมีเวลา และท่านมีลูกหลาน ที่พร้อมจะเล่นสนุกไปกับกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือเกษตรกร

ก็ขอฝากไว้ เป็นประกายความคิด สำหรับท่านที่มีโอกาส และกำลังหากิจกรรมดีๆ ในบั้นปลายชีวิต ที่จะได้ช่วยเหลือสังคมด้วยนะครับ

จากประสบการณ์ที่ เคยชมรายการที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร ก็จะมีโอกาสได้สัมผัสกับ เกษตรกรสู้ชีวิต ที่มีหัวใจความเป็นเกษตรกรที่แท้จริงหลายคน

บางคนเคยมีปัญหานี้สิน จากความจำเป็นที่ต้องกู้ยิมเงิน เพื่อไปซื้อปุ๋ยเคมี ซื้อยาฆ่าแมลง ซื้อเมล็ดพันธ์ แล้วก็รอเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อนำไปขายแล้วก็เอาเงินกู้ไปคืนพร้อมดอกเบี้ย

แต่เขาก็สามารถที่จะหลุดพ้นจากความเป็นลูกหนี้ได้ ด้วยการพลิกวิถีการทำเกษตรแบบเดิมๆ ที่มีต้นทุนสูง มีรายได้ตามฤดูกาล แล้วก็ยังต้องเสี่ยงกับความเจ็บป่วยที่มาจากการใช้สารเคมี มาเป็นใช้แนวทางการทำเกษตรกรรมที่เป็น เกษตรทฤษฎีใหม่”  ที่เป็นเกษตรแบบผสมผสาน และใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงมาจับ มาประยุกต์ใช้ในแปลง  แล้วกลายเป็นเกษตรกรต้นแบบ ให้กับคนในชุมชน และชุมชนอื่นๆ ได้นำไปขยายผลกันต่อไปอีกพอสมควร

คำถามก็คือ  ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่า เรามีต้นแบบดีๆ แต่ทำไมเกษตรกรในอีกหลายชุมชนก็ยังทำเกษตรตามแบบวิธีการเดิมๆ ที่เน้นการใช้สารเคมี และทำเกษตรเชิงเดี่ยว คือ ปลูกพืชเพียงอย่างเดียวกันอยู่อีก ซึ่งเป็นการทำการเกษตรเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การปลูกข้าว อย่างเดียว ไม่ผลูกพื้ชผลอะไรอย่างอื่นเลย

ส่วนการเกษตรอย่างผสมผสาน หมายถึง การทำการเกษตรหลายๆอย่างอยู่ด้วยกัน เช่น การเลี้ยงไก่ ควบคู่ไปกับการปลูกข้าว ผลไม้ และ การเลี้ยงปลา เป็นต้น

ทำเกษตรเชิงเดี่ยวมันดีอย่างไร ผมว่าข้อดีก็อาจจะเป็นความชำนาญของเกษตรกร คือ ทำอย่างเดียวจนรู้ลึก จนเชี่ยวชาญ ในเรื่องเกษตรนั้นๆ ไม่ต้องไปคิดมาก ไปต้องมาวุ่นวายทำนู่น ทำนี่ ให้ปวดหัว แต่มีความเสี่ยงสูงนะครับ

หากมีโรค/แมลง เข้าทำลาย ก็จะทำให้เกิดความสูญเสียไปทั้งหมด โดยธรรมชาติแล้ว โรค/แมลง ชนิดหนึ่งๆจะไม่สามารถทำลายพืช/สัตว์ ต่างชนิดกันได้ ฉะนั้นหากทำการเกษตรแบบผสมผสานแล้ว ผลิตผลก็จะไม่ถูกทำลายไปเสียทุกอย่าง ความเสียหายจะเกิดกับบางส่วนเท่านั้น ก็ยังคงมีผลิตผลที่เหลือรอดจากการเข้าทำลายของ โรค/แมลง เกษตรกรก็จะไม่ถึงกับสิ้นเนื้อปะดาตัว

เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวออกขาย หากราคาในท้องตลาดไม่ดี ราตาตกต่ำ ก็จะขายได้ในราคาต่ำไปทั้งหมด เพราะมีผลผลิตชนิดเดียวเท่านั้น

หากมีการเกษตรผสมผสานก็จะมีผลผลิตหลายอย่าง บางอย่างราคาตกต่ำ บางอย่างก็อาจจะยังราคาสูงอยู่ โดยธรรมชาติแล้ว ราคาสินค้าจะไม่ตกต่ำไปทุกๆอย่างในเวลาเดียวกัน

การเกษตรเชิงเดี่ยว ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพียงปีละครั้งหรือสองครั้งตามจำนวนครั้งในการเก็บเกี่ยวเท่านั้น ทำให้ระยะเวลาที่จะมีรายได้แต่ละครั้งห่างกันมากน้อยแล้วแต่อายุการเก็บเกี่ยวของสัตว์/พืชนั้นๆ  แต่ความจำเป็นในการใช้จ่ายของเกษตรกรมีอยู่ตลอด ทำให้เกษตรกรเงินขาดมือ เป็นสาเหตุแห่งการเป็นหนี้เป็นสิน

แต่หากเกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสาน และถ้ายิ่งวางแผนให้มีการเก็บเกี่ยวผลิตผลทุกๆ 15 ได้ด้วยแล้ว เท่ากับว่า เกษตรกรมีรายได้ทุกๆ 15 วัน ปัญหาเงินขาดมือก็ไม่เกิดขึ้น ต้นเหตุแห่งการเป็นหนี้สินก็หมดไป

ผมมีโอกาสไปพูดคุยกับเกษตรกรในทางภาคเหนือ เกษตรกรหลายคนยังใช้สารเคมีในการทำการเกษตร แล้วก็ยังทำการเกษตรเชิงเดี่ยว เหตุผลหลัก พวกเขายังทำแบบเดิมอยู่ เพราะ เงิน เขายังมีความเชื่อว่า การใช้ปุ๋ยเคมีจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดีกว่า การใช้ปุ๋ยชีวภาพ และการใช้ยาฆ่าแมลงจะป้องกันศัตรูพืชได้ผลกว่าการใช้น้ำหมักชีวภาพ ที่สำคัญ ไม่ต้องเสียเวลาในการมาเตรียม มาผสม มาหมัก ซึ่งเป็นการมองผลระยะสั้นของเกษตรกร มองแบบเอาเร็วๆ ใจร้อน อยากได้เงินจากการขายผลผลิตเป็นก้อน รู้สึกดีกว่าการได้เงินแบบทีละเล็กละน้อย

ส่วนภาครัฐเอง บางพื้นที่ก็ทำงานแบบขอไปที ตามนโยบาย ตามคำสั่ง การเข้าไปส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรบางชุมชน หันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน ไปขัดแย้งกับนายทุน และพ่อค้าคนกลางในท้องถิ่นนั้นๆ มันก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นอุปสรรคในบางพื้นที่ชุมชน

ส่วนภาคเอกชนเองผมว่า บางองค์กรก็เน้นเอามัน ลงไปรณรงค์บอกว่าให้เลิกใช้สารเคมีทั้งหมดทีเดียวเลย ทั้งปุ๋ยเคมี ทั้งยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ผมว่าบางทีอาจต้องค่อยเป็นค่อยไป บางชุมชนไปเปลี่ยนวิถีคิด วิถีการปฏิบัติแบบพลิกฝ่ามือ ก็อาจจะได้รับการต่อต้านจากชุมชน

ที่สำคัญที่ผมพบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรยังจำเป็นต้องทำตามวิถีทางแบบเดิมๆ  ก็เพราะ มีเจ้าหนี้เป็นนายทุนท้องถิ่น เป็นพ่อค้าคนกลาง ก็เลยต้องจำยอมทำเกษตรเชิงเดี่ยวตามใจเจ้าหนี้ ทำได้เท่าไรก็ใช้หนี้หมด

ผมอยากขอฝากทิ้งท้ายไว้นิดนะครับ เกษตรกรเป็นอาชีพที่รวยได้ สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน ต้องช่วยกัน เปิดหู เปิดตา ทั้งผู้ใหญ่ และเยาวชน ให้เห็นว่าอาชีพเกษตรกร ไม่ใช่ทำแล้วจนอย่างเดียว ทำแล้วรวยก็มี เป็นอาชีพที่มีความสุข ไม่มีหนี้สิน และมีเวลา ที่ครอบครัวได้อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น แล้ว อาชีพเกษตรกร ก็จะเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ที่แข็งแรง มั่นคง ตลอดไปครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 10, 2014 in Management

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: