RSS

แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในองค์กร ด้วยความรัก

14 ก.พ.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

 

วันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2557 ถือว่าเป็นวันแห่งความรักในเทศกาลวันวาเลนไทน์ ที่เป็นวันความรักโดยสากล และวันแห่งความรักในทางพระพุทธศาสนา เพราะตรงกับวันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 พอดี

ต้องถือว่าเป็นวันแห่งความรักที่พิเศษสุดอย่างมากเลยนะครับ ที่ชาวพุทธศาสนิกชน เราถือเอาวันมาฆบูชา เป็นวันแห่งความรักในทางพุทธศาสนา ก็เนื่องมาจากหลักธรรม “ โอวาทปาฏิโมกข์” ที่พระพุทธองค์ ได้ทรงแสดงใน วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เมื่อกว่า 2,600 ปีที่แล้ว

เป็นธรรมมะที่แสดงถึงความรัก อันเป็นความรักที่ประกอบด้วยเมตตาธรรม ปรารถนาดีต่อกัน การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ทั้งกาย วาจา และใจ การบำเพ็ญแต่ความดี ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทั้งกาย วาจา และใจ  และการทำจิตของตนให้ผ่องใสเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง ด้วย การดำรงตนอยู่ในศีล 5 อย่างมีสติ นะครับ

พอพูดถึงเรื่องของความรัก ก็คงจะทำให้หลายๆ ท่าน มีความรู้สึก กระชุ่มกระชวยขึ้นมาในหัวใจกันได้บ้างนะครับ ถ้าเป็นกลุ่มวัยรุ่น หนุ่มสาว ก็คงจะรู้สึกตื่นเต้นไปกับเทศกาลวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึงนี้ เพราะเป็นวันที่จะได้แสดงความรัก ได้บอกให้คนที่เรารักเขาได้รู้นะครับว่า เรารู้สึกแอบชอบหรือ แอบรักเขาอยู่ ดอกกุหลาบก็คงจะขายดีกันเลยทีเดียว

สำหรับวัยอย่างผมก็คงจะตื่นเต้นน้อยลงไปเยอะล่ะครับ กับเทศกาลวันวาเลนไทน์ แต่ก็รู้สึกมีความสุขในทุกปี ที่เห็นคนหนุ่มสาว เขาแสดงความรัก ความปรารถนาดีต่อกันนะครับ ก็เป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่ไม่เคยลืมประสบการณ์ดีๆ ในวันนี้ มาตั้งแต่วัยรุ่น

แต่ผมว่า ไม่ว่าท่านจะอยู่ในวัยไหน จะเป็นวัยแรกแย้ม วัยเต่งตึง หรือว่า วัยหย่อนยาน ก็มีความรู้สึก สนุก และตื่นเต้นไปกับความรักได้ทุกวันนะครับ เพราะความรัก เป็นเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ที่ทำให้หัวใจของเรากระชุ่มกระชวย มีกำลังใจที่ดีตลอดเวลา

ได้มีการศึกษาในประเด็นเรื่องความรัก โดย เฮเลน ฟิชเชอร์ แบ่งแยกประสบการณ์ความรักออกเป็นสามส่วนที่ทับซ้อนกัน ได้แก่ 1.ราคะ    2.ความเสน่หา และ 3.ความผูกพันทางอารมณ์

เขาสรุปว่า ระดับราคะและความเสน่หา ถูกพิจารณาว่าเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ระดับที่สามเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับความสัมพันธ์ในระยะยาว ความผูกพันทางอารมณ์เป็นสิ่งผูกมัดที่สนับสนุนความสัมพันธ์ที่จะกินเวลานานหลายปีและอาจถึงหลายสิบปี

ซึ่งผมเห็นด้วยกับการศึกษาของ ฟิชเชอร์ เราจะพบว่า มีหลายคู่ที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า และอยู่ด้วยความรักในระดับของความผูกพันทางอารมณ์ มากกว่าระดับความใคร่ และระดับความเสน่หา

สถานการณ์บ้านเมืองเราตอนนี้ก็กำลังวุ่นวาย และมีปัญหาความขัดแย้งกันพอสมควร ในองค์กรธุรกิจหลายแห่ง ก็อาจจะกำลังมีปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรกันอยู่บ้างเหมือนกัน ซึ่งอาจจะเกิดมาจากความไม่เข้าใจกัน ความมีอคติต่อกัน มีความคิดเห็น หรือ มีมุมมองที่แตกต่างกัน

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามีมุมมอง ความคิดที่แตกต่างกัน

เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนนะครับว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่อยู่รวมกันตั้งแต่ในหน่วยสังคมที่เล็กสุดคือ ครอบครัว  จนสู่ชุมชน  และองค์การขนาดใหญ่ เราแต่ละคนผ่านการอบรมเลี้ยงดูต่างกัน  มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมแต่งต่างกัน จึงทำให้ ความเชื่อ  ความศรัทธา  การรับรู้   อุดมคติ  และค่านิยม แต่งต่างกันออกไปด้วย

เพราะฉะนั้น ความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่มีในครอบครัว ชุมชน สังคม และในองค์กรธุรกิจ ความขัดแย้งไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวนะครับ ถ้าเราเข้าใจถึงสาเหตุที่มาของความขัดแย้ง แล้วแก้ไขโดยปราศจากความมีอคติ ปราศจากทิฐิ แก้ไขด้วยความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันในข้อมูลชุดเดียวกัน เปิดใจรับรู้ รับฟัง ข้อมูลของอีกฝ่าย และพิจารณาด้วยใจที่ปราศจากอคติ ก็น่าจะช่วยให้ความขัดแย้งบรรเทา เบาบางลงได้

สมัยที่ผมทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิต เรามีปัญหาความขัดแย้งกันระหว่าง ผู้จัดการ 3 หน่วยงาน คือ ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย และฝ่ายจัดซื้อ   ผจก.ฝ่ายขายจะตำหนิผมอย่างรุนแรงว่า ผมดูแลงานผลิตไม่ดี ทำให้มีสินค้าออกไปวางจำหน่ายในตลาดล่าช้า ไม่ทันกับแผนการตลาดที่วางไว้

ผมก็จะโทษ ผจก.ฝ่ายจัดซื้อว่า ส่งมอบวัตถุดิบให้ผมล่าช้ากว่าแผนการผลิต อย่างมาก ทำให้ผมไม่สามารถผลิตสินค้าส่งมอบได้ตรงตามแผนงาน

ผจก.ฝ่ายจัดซื้อ ก็จะโทษ ผจก.ฝ่ายขายว่า สรุปรูปแบบสินค้าล่าช้าอยู่เป็นประจำ ทำให้เขาต้องสั่งวัตถุดิบล่าช้าออกไปด้วย

ปัญหาความขัดแย้งนี้ ถ้าไม่ถูกแก้ไข อาจจะเกิดผลเสียหาตามมาอีกเยอะ ท่านประธานบริษัท ก็เลยแก้ไขความขัดแย้งนี้ด้วยการให้ ผจก.แต่ละคนได้มีโอกาสเรียนรู้งานของฝ่ายอื่นๆ ว่า มีขั้นตอน มีข้อจำกัด อะไรบ้าง และถ้าจะให้ทั้ง 3 ฝ่ายต้องทำงานประสานกันอย่างราบลื่น ควรจะต้องร่วมมือกันทำงานอย่างไร

สิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ก็คือ ต้องลดทิฐิ ลดความเป็นตัวเราลงให้ได้ พอได้รู้ ได้เข้าใจ การทำงานของหน่วยงานอื่นๆ อย่างถูกต้อง เราก็รู้ว่า ควรจะช่วยเหลือกันอย่างไร มากกว่าที่จะหาข้อโต้แย้งตำหนิกัน

ความขัดแย้ง ส่วนใหญ่จะเกิดจาก   เรื่องส่วนตัว   ในการทำงานที่มีเป้าหมายและวิธีการต่างกัน ตลอดจนการรับรู้ ค่านิยมยังแตกต่างกันอีกและยังมีสาเหตุอีกหลายประการที่ทำให้เกิดสาเหตุความขัดแย้งในองค์กร

ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในองค์กร ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นนะครับ ความไม่เท่าเทียมเป็นเรื่องของความรู้สึกนะครับ เป็นการเอาความรู้สึกของตัวเองไปประเมิน ไปจับต้อง โดยใช้ชุดข้อมูลต่างๆ ที่ตัวเองพอใจ มาทำการเปรียบเทียบ

ท่านคงเคยได้ยินคำว่า 2 มาตรฐาน บ่อยๆ นะครับ คำถามก็คือ เป็นมาตรฐานของใคร ถ้าเป็นมาตรฐานตามตัวบท กฎระเบียบ ก็คงเป็นมาตรฐานเดียว แต่ถ้าเป็นมาตรฐานของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนั้นๆ ที่ไม่มีความยุติธรรม ก็จะเป็น 2 มาตรฐานทันที

เพราะฉะนั้น ถ้าในองค์กรมีปัญหาความไม่เท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ แพร่กระจายอยู่ในองค์กร ก็จะเป็นชนวนสำคัญ ที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในองค์กร

ปัญหาการรับรู้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นได้  เพราะชุดข้อมูลแต่ละชุด นำไปสู่การรับรู้ที่แตกต่างกัน และการรับรู้ที่แตกต่างกัน ก็นำไปสู่ทัศนคติที่แตกต่างกัน และทัศนคติที่แตกต่างกันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เรามีพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป

ท่านอาจเคยมีประสบการณ์ได้เห็น ได้ยิน บางคนทะเลาะกันคนละเรื่องเดียวกัน นะครับ  คือหมายความว่า ทะเลาะกันไปมา เถียงกันหน้าดำหน้าแดง เพราะเข้าใจเรื่องราวไม่ตรงกัน คนละประเด็น ซึ่งตรงนี้สำคัญนะครับ ความขัดแย้งในองค์กรบางทีก็แก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูล เอาข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกัน ด้วยใจที่เป็นกลาง แล้วมองผลประโยชน์ของส่วนรวม มากกว่าความถือดีส่วนตน

และที่เป็นปัญหาของความขัดแย้งสำคัญในองค์กร ก็คือ ทัศนคติ และพฤติกรรมของคนในองค์กร ที่มีต่อตนเอง ต่อเพื่อนร่วมงาน และต่อองค์กร  ถ้าคนในองค์กรมีทัศนคติในเชิงบวก ปัญหาความขัดแย้งก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากครับ

ถ้าเราจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในองค์กร ด้วยความรัก ด้วยการสร้างความรัก ความสามัคคีขึ้นในองค์กร เราสามารถที่จะทำได้อย่างไร

ผมมองว่า ทุกคนต้องช่วยกันด้วยการ “เริ่มต้นรักตัวเองให้เป็น” ต้องเริ่มต้นที่เราต้องมีศรัทธาต่อตัวเอง มีความเชื่อมั่นในทางบวก ว่าเรามีคุณค่าต่อองค์กร เรามีคุณค่าต่อเพื่อนร่วมงาน เราเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จขององค์กร แต่ไม่ใช่ให้มองตนเองแล้วถือดีว่า เราเหนือกว่าคนอื่นๆ นะครับ

ต่อมา “ต้องรู้จักรักคนอื่น” เริ่มต้นด้วยการมีศรัทธาต่อผู้อื่น เราต้องมีศรัทธาต่อผู้อื่น ต่อเพื่อนร่วมงาน ลองนึกถึงภาพว่า ถ้าเรารู้สึกตลอดเวลาว่ามีเพื่อนร่วมงานคอยหวาดระแวง หาว่าเราเป็นจุดอ่อนของทีม ที่เราพร้อมจะโดนเพื่อนร่วมทีมกำจัดเราออกไปจากทีมอยู่ตลอดเวลา เราจะรู้สึกอย่างไร ดังนั้น เราจึงมีความคาดหวังจะได้รับความศรัทธาจากผู้อื่นด้วยเช่นกัน

เมื่อทุกคนในองค์กรมีศรัทธาต่อตัวเอง รักตัวเอง พัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง ความศรัทธาที่เพื่อนร่วมงานจะมีให้ต่อกัน ก็จะเป็นความศรัทธาที่ไม่มีความแคลงใจ เป็นศรัทธาที่ก่อให้เกิดความรักต่อเพื่อนร่วมงานอย่างแท้จริง เป็นความรักที่พร้อมจะให้ความเมตตาต่อกัน ให้ความเอื้ออาทร และพร้อมที่จะร่วมแบ่งปันทั้งความสุขและความทุกข์ ในฐานะที่เป็นมิตรที่ดีต่อกัน

ผมจึงอยากบอกผู้บริหารองค์กรทั้งหลายว่า จะสร้างทีมงานให้แข็งแกร่งได้ ท่านต้องสร้างให้ตัวท่านและพนักงานมีศรัทธาต่อตัวเองเป็นพื้นฐานเสียก่อน แล้วจึงสร้างศรัทธาที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน

ประสบการณ์ทำงานของผม ทำให้ผมได้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนหลายประเภทนะครับ ทั้งคนที่มีอุปนิสัยใจคอดี มีความเป็นมิตร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให่ความเมตตาเอ็นดูเรา สนับสนุนส่งเสริมเรา

และก็เจอเพื่อนร่วมงานที่คอยนินทาว่าร้าย ใส่ร้าย เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว ก็มาก  สมัยที่ชีวิตเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนให้เราเข้าใจโลกของการทำงานที่แท้จริง เราก็รู้สึกว่า โลกของการทำงานมันไม่สวยงามเลยนะครับ หลายครั้งที่ท้อ และก็ถอยออกมา เพราะว่าเราปรับตัวไม่ได้ คิดไม่เป็น

แต่ประสบการณ์มันก็สอนเรา บอกเราว่า เราต้องขอบคุณทุกปัญหาและอุปสรรค ต้องขอบคุณทุกคนที่คิดร้ายกับเรา เอาเปรียบเรา นะครับ เพราะว่าทำให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้ในสิ่งที่อาจารย์และตำราไม่ได้สอน เราต้องถือว่า “เขาเป็นครู”

ถ้าเราคิดบวก กับปัญหาต่างๆ ได้ ใจของเราก็จะเบาขึ้น เราจะมองเห็นเพื่อนร่วมงานที่ไม่เป็นมิตรกับเราได้ด้วยความเมตตา หลายคนเป็นคนน่าสงสารนะครับ บางคนถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ เลยกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง บางคนเรียนเก่ง จบจากสถาบันการศึกษาชั้นนำมา เลยมีอีโก้สูง มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงไม่ยอมฟังใคร บางคนมีปมด้อย มาตั้งแต่เด็ก ถูกพ่อแม่ดุด่า ใช้ความก้าวร้าวเลี้ยงลูก เลยกลายเป็นคนที่ใช้ความก้าวร้าวในการแก้ไขปัญหา คนเหล่านี้ เป็นคนน่าสงสารนะครับ

วิธีการที่เราจะทำให้ใจเราเบาลงได้ เมื่อทำงานกับคนเหล่านี้ ก็คือ ให้มองในส่วนที่ดีของเขา มองด้วยความศรัทธาว่าสักวันเขาจะดีขึ้นกว่านี้ มองด้วยความเข้าใจ เห็นใจ และให้อภัย  มองความดีที่เคยทำต่อกันไว้บ้าง จะได้ไม่โกรธเกลียดชังกัน

สุดท้าย ขอนำบทกลอนของท่านพุทธทาส มาฝากไว้หน่อยครับ

เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา

จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่

เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู

ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย

 

จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว

อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย

เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย

ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ

 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 14, 2014 in Management, SMEs Strategy

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: