RSS

การสร้างโอกาส ของเกษตรธรรมชาติ

31 มี.ค.


ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

 

สัปดาห์นี้ รายการวิทยุ SMART SME วิทยุครอบครัวข่าว มีประเด็นที่อยากให้พูดคุยกันถึงเรื่องของ เกษตรธรรมชาติ สร้างชาติไทย ผมเองก็ไม่ได้อยู่ในแวดวงวิชาการด้านการเกษตร ก็ต้องไปทำการสืบค้นหาความรู้เพิ่มเติม แล้วก็พบว่า เกษตรธรรมชาติมีเรื่องราวที่น่าสนใจ ชวนหลงใหล อยู่พอสมควร

ที่ประเทศญี่ปุ่น คุณมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ถือว่าเป็นเจ้าของแนวคิดเกษตรธรรมชาติที่เป็นที่รู้จักในหมู่เกษตรกรและนักวิชาการชาวไทยเป็นอย่างดี แนวคิดของของได้รับการเผยแพร่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530  และทำให้คุณ ฟูกูโอกะได้รับรางวัล แมกไซไซ ในปี 2531

ซึ่งหลักการเกษตรธรรมชาติ ของ ฟูกูโอกะได้สวนทางกับการเกษตรกรรมแผนปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ฟูกูโอกะเป็นนักโรคพืชวิทยาที่ผันตัวเองไปเป็นเกษตรกรมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี โดยพยายามที่จะฟื้นฟูดินและระบบนิเวศในไร่นาให้กลับมามีชีวิตดังเดิม สร้างเสริมความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พรรณไม้และพืชผลในทางคุณภาพและปริมาณอีกด้วย

หลักการ 4 ประการ ของวิถีเกษตรธรรมชาติ ก็คือ

1.) ไม่มีการไถพรวนดินด้วยเครื่องจักรกล

2.) ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี แต่จะใช้วิธีการปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน โดยไม่สนับสนุนการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก แต่ให้ใช้ฟางข้าวโรยคลุมดินแทน ซึ่งตรงนี้จะต่างกับเกษตรอินทรีย์ นะครับ ที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพ

3.) ไม่มีการกำจัดวัชพืช แต่ใช้หลักการคุมปริมาณวัชพืช โดยใช้วิธีปลูกพืชคลุมดิน หรือใช้ฟางข้าวคลุมดิน

4.) ไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดโรคและแมลง แต่อาศัยการควบคุมโรคและแมลงด้วยกลไก การควบคุมกันเองของ สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ โดยเชื่อว่าวิธีการควบคุมโรคและแมลงที่ดีที่สุด คือ การปลูกพืชในสภาพแวดล้อมที่มีความสมดุลทางนิเวศวิทยา

คุณฟูกูโอกะ มีความเชื่อ ในการบำรุงรักษาดิน และการปล่อยให้สภาพแวดล้อมคงอยู่ตามธรรมชาติ ไม่แยกสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันตามธรรมชาติออกจากกัน โดยเขาได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าเราเปลี่ยนแปลงวิธีการเพาะปลูกธัญญาหารของเราเท่ากับเราเปลี่ยนแปลงลักษณะอาหาร เปลี่ยนแปลงลักษณะสังคม และเปลี่ยนวิถีชีวิตค่านิยมของเราไปด้วย”

ดูเหมือนว่า แนวคิดเกษตรแบบธรรมชาติ มีความสุดโต่งมากเลยนะครับ เช่น การไม่ใช้ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก แล้วใช้กลไกธรรมชาติ เช่นพืชตระกูลถั่ว แทนปุ๋ย

อย่างในบ้านเรา ก็มีการส่งเสริม เกษตรอินทรีย์ หรือ เกษตรชีวภาพ ที่ไม่ให้มีการใช้สารเคมี อย่างปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาเร่งการเติบโต และ ยากำจัดวัชพืช กันมาตั้งแต่ประมาณ ปี 2535 คำถามที่ผมสงสัยก็คือ แล้วทำไมถึงยังไม่แพร่หลาย เป็นที่นิยมของเกษตรกร กันล่ะครับ

ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีต เกษตรกรไทย เคยทำการเกษตรด้วยวิถีแบบธรรมชาติกันมาก่อนนะครับ เป็นวิถีการดำรงชีวิตแบบดั้งเดิม ที่ในยุคเมื่อ 50 กว่าปี ย้อนหลังไปทำการเกษตรแบบสืบทอดกันมา แต่พอประเทศไทยมีแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เริ่มตั้งแต่ปี 2503 เราก็มีนโยบายในการเร่งสร้างผลผลิต และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น การทำการเกษตรในรูปแบบใหม่ ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ยาฆ่าแมลง ใช้ยากำจัดวัชพืช และใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรสมัยใหม่ ก็ถูกนำมาเผยแพร่ให้กับเกษตรกร เพื่อทดแทนวิถีเกษตรธรรมชาติแบบเดิมๆ

ในช่วงแรกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ที่จะเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรของชาวเกษตรกร แต่ด้วยการผลักดัน ส่งเสริม สนับสนุน อย่างเข้มข้น และจริงจัง เพราะเรามีตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ GDP (Gross Domestic Product) หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ เป็นสิ่งที่ทำให้ภาครัฐต้องดำเนินการเปลี่ยนวิถีการเกษตรของเกษตรกรให้เป็นแนวใหม่ให้ได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว

พอมีการเปลี่ยนแปลงวิถีการเกษตรเป็นเกษตรแนวใหม่ เกษตรกรก็ได้ผลผลิตที่ดีขึ้น ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น คุณภาพดีขึ้น สวยขึ้น จำหน่ายได้มากขึ้น ส่งออกได้มากขึ้น ได้ราคาดีขึ้น ผู้บริโภคก็ชอบเพราะถูกปาก ถูกใจ เกษตรกรก็ชอบ เพราะเห็นผลลัพธ์แบบเป็นกอบเป็นกำ

เวลาผ่านไป เราก็พบว่า การใช้สารเคมีกันอย่างแพร่หลาย เป็นผลเสียอย่างมากทั้งต่อระบบนิเวศน์ ต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ต่อคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ คนเราป่วย เป็นมะเร็ง และอีกหลายๆ โรคที่ตามมาจากการใช้สารเคมีในการทำการเกษตรแนวใหม่

แล้วยังงัยล่ะครับ บางคนไม่เข้าใจที่มาที่ไป เราก็พากันไปกล่าวโทษ พี่น้องชาวเกษตรกร ว่าเป็นต้นเหตุของมหันตภัยร้ายจากการใช้สารเคมี แล้วก็มารณรงค์ว่า ควรทำการเกษตรแบบธรรมชาติ  เกษตรกรคนไหนที่ยังใช้สารเคมีอยู่ ถือว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน ไม่คำนึงถึงสุขภาพของตัวเอง และสุขภาพของผู้บริโภค

ผมว่าปัญหาทั้งหมดทั้งมวล ก็มาจากความต้องการของตลาด ที่เป็นกลไกสำคัญ เพราะว่า ผู้บริโภคอยากได้ ผัก ผลไม้ที่มีหน้าตาสวยงาม จะได้ดูน่ารับประทาน อยากได้ผัก ผลไม้ ที่มีรสชาดอร่อยถูกปาก ซึ่งการทำเกษตรธรรมชาติ มีข้อจำกัด เช่น  ต้องใช้เวลาในการศึกษาและทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ เห็นผลช้า ไม่รวดเร็วทันใจ เกษตรกรต้องมีความพยายามและมีความอดทน ผลิตผลไม่สวยงามเมื่อเทียบกับการเกษตรสมัยใหม่ และไม่สามารถผลิตเป็นการค้าได้ทีละมากๆ นะครับ

ผมจะเห็นผลิตภัณฑ์ผัก ผลไม้ ข้าวสาร ที่เป็นผลผลิตจากเกษตรธรรมชาติ หรือ ที่เราคุ้นเคยในคำว่า เกษตรอินทรีย์ วางจำหน่ายอยู่ในห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ซึ่งราคาไม่ถูกเลยนะคะ ส่วนใหญ่ก็จะมีการตั้งราคาสูงกว่า ผลผลิตการเกษตรที่ใช้สารเคมีประมาณ ร้อยละ 15-20  แล้วก็พบว่า ลูกค้าต่างชาติจะให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะตลาดส่งออกอย่าง กลุ่มประเทศยุโรป

ถ้ามองในเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค ปุ๊ก ก็เห็นว่า วันนี้เราใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น แล้วก็มีความกลัวที่จะเป็นโรคมะเร็งกันมากขึ้น แล้วเราก็รู้ว่า สารเคมีที่ใช้ในการทำการเกษตร เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราเป็นมะเร็งกันมากขึ้น

ถ้ามองแบบนี้ ก็น่าจะเป็นโอกาส ให้การทำการเกษตรแบบธรรมชาติ มีโอกาสขยายเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ได้หรือไม่

ตลาดมีความต้องการที่จะบริโภคผลิตผลทางการเกษตรแบบธรรมชาติ หรือ เกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น นั่นหมายถึงว่า มี Demand รออยู่ครับ โดยเฉพาะในต่างประเทศ แต่ Supply ยังไม่พอ เกษตรกรสร้างผลิตผลมา ขายได้แน่นอนครับ แต่เราก็ต้องเข้าใจในกลไกของช่องทางจำหน่ายในตลาดนะครับ ผมก็ตั้งคำถามว่า วันนี้มีเกษตรกรที่เข้าถึงตลาดเองโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ได้สักกี่ราย

ผมขอเล่าให้เข้าใจถึงกลไกการจำหน่ายผลิตผลเกษตรธรรมชาติสักนิดนะครับ กลุ่มเกษตรกรธรรมชาติ มีอยู่  2 กลุ่มนะครับ

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ ผลิตในระบบเกษตรพันธะสัญญากับธุรกิจเอกชน (Contract farming) ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการสนับสนุนในด้านความรู้หรือเทคโนโลยีการผลิต งบประมาณ และปัจจัยการผลิตค่อนข้างดี มีตลาดรับซื้อค่อนข้างแน่นอน ราคารับซื้อผลผลิตค่อนข้างแน่นอน แต่ระบบนี้มีการควบคุมกระบวนการผลิตอย่างเข้มงวด และมีการบังคับใช้แรงงานอย่างเข้มข้น รวมถึงมีเงื่อนไขการหักเปอร์เซ็นต์เงินรายได้ หรืออาจปฏิเสธการรับซื้อผลผลิตที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง ทำให้เกษตรกรที่ผลิตภายใต้มีความกดดันและมีความเสี่ยงสูง

กลุ่มที่สอง สำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรพัฒนาเอกชน เป็นระบบการผลิตที่มีการสนับสนุนด้านความรู้หรือเทคโนโลยีการผลิตค่อนข้างดี แต่การสนับสนุนเงินทุนและปัจจัยการผลิตยังจำกัด และมักจะไม่มีการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร และขาดการส่งเสริมด้านการตลาด ทำให้การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ทำแบบไม่ครบวงจร เกษตรกรขาดความเชื่อมั่นว่าจะขายผลผลิตได้กำไร อย่างไรก็ดี ในระยะหลังการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์โดยองค์กรพัฒนาเอกชนบางองค์กรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบตลาด และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้ามากขึ้น

เราต้องเข้าใจนะครับว่า เกษตรกรได้รับแรงกดดันหลายเรื่อง และมีอำนาจในการต่อรองกับตลาดน้อย ทั้งๆ ที่เป็นผู้ผลิต และเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อตลาด แต่ด้วยเนื่องจาก ราคาถูกควบคุมด้วยกลไกของการรับซื้อ จากคนที่มีอำนาจในการเข้าถึงตลาดได้มากกว่า เพราะฉะนั้น ผมก็เลยมองว่า การขยายตัวและการเติบโตของเกษตรแบบธรรมชาติ ยังมีข้อจำกัด ที่ยากต่อการเติบโตในอนาคตอันใกล้นี้

ซึ่งถ้าจะทำให้เติบโต ผมว่า ภาครัฐต้องให้การสนับสนุน ด้วยการลงไปให้คำแนะนำ ในการสร้างโมเดลต้นแบบชุมชนเกษตรธรรมชาติ ที่สามารถทำธุรกิจได้แบบครบวงจร โดยมีการขยายขอบเขตธุรกิจ ในแนวดิ่ง ได้ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึง ปลายน้ำ และขยายธุรกิจในแนวขวาง ที่เป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ให้ได้ชุมชนต้นแบบ ภูมิภาคละอย่างน้อย 10-20  แห่ง ภายในระยะเวลา 3 ปี หรือ ไม่เกินปี พ.ศ. 2560 ก็จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่ทำให้เกษตรกรที่ยังทำเกษตรแบบใช้สารเคมี หันมาทำเกษตรอินทรีย์ หรือ เกษตรธรรมชาติกันมากขึ้น ในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น

ตอนนี้ภาครัฐจากหลายหน่วยงาน ก็ให้การสนับสนุนส่งเสริมให้มีการทำการเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น อย่างเช่น สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) และ กรมวิชาการเกษตร  ที่ให้ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกร และให้การรับรองมาตรฐานคุณภาพของสินค้าเกษตรอินทรีย์

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็มีโครงการด้านเกษตรอินทรีย์เป็นโครงการสำคัญของกระทรวง มีสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนลีแห่งประเทศไทย เป็นเครือข่ายในการค้นคว้าวิจัย ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ และการแปรรูป ให้กับชุมชนต่างๆ

สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ก็มีศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรในเชิงพาณิชย์ และกระทรวงพาณิชย์ ก็มีเป้าหมายที่จะทำตลาดเกษตรอินทรีย์เชิงรุกทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ หวังดันไทยเป็น “HUB เกษตรอินทรีย์” ในอาเซียนในอีก 5 ปี ข้างหน้า และทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี

เมื่อสักครู่ ผมพูดถึง การขยายขอบเขตธุรกิจเกษตรธรรมชาติ  ในแนวดิ่ง กับ แนวขวาง  ก็จะขอช่วยขยายความ สักนิดนะครับ ว่า มีแนวทางในเชิงกลยุทธ์อย่างไร ที่จะทำให้ การเกษตรธรรมชาติ หรือ เกษตรอินทรีย์ มีโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ผมมองการสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจเกษตรธรรมชาติ หรือ เกษตรอินทรีย์ ในมุมมองของการจัดการเชิงกลยุทธ์ นะครับ

ประการแรก ควรมีการรวมกลุ่มเป็นชุมชน หรือ เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ หรือ เกษตรกรธรรมชาติ จะด้วยในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน หรือ สหกรณ์การเกษตรก็ตาม เป้าหมายสำคัญของการรวมตัวกันก็เพื่อสร้างรายได้ และกำไร ให้กับชุมชน

การรวมตัวเป็นชุมชนเครือข่าย จะทำให้เกษตรกรมีโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่หน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนอยู่ได้ง่ายขึ้น และสามารถเข้าถึงการสนับสนุนด้านเงินทุนจากภาครัฐได้ง่ายขึ้น หัวใจสำคัญของการรวมกลุ่ม เป็นการสร้างพลังร่วมของชุมชน เพื่อผลประโยชน์ของชุมชน

ประการต่อมา คือ การกำหนดทิศทางของกลยุทธ์ที่เราจะทำ ชุมชนจะต้องมุ่งเน้น การควบคุมหรือลดต้นทุนการผลิต เช่น การลดต้นทุนการซื้อเมล็ดพันธ์ ด้วยการเพาะเมล็ดพันธ์เอง พัฒนาเมล็ดพันธ์ที่มีคุณภาพขึ้นมาเอง ลดการซื้อปุ๋ยชีวภาพ ด้วยการร่วมมือกันผลิตปุ๋ยชีวภาพในชุมชนแทนที่จะต่างคนต่างทำ เพราะสมาชิกบางคนในชุมชนอาจจะไม่มีกำลังความสามารถพอ ไม่มีแรงงานพอที่จะผลิตเอง รวมถึงการค่อยๆ ลดการจ้างแรงงานจากภายนอกชุมชน ด้วยการใช้วิถีแบบเดิมที่ช่วยกันทำ ภาษาชาวเกษตรกร เขาเรียกว่า “การลงแขก”    ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ย้อนกลับไปสู่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยทางการผลิต

ในส่วนกลางน้ำ ก็คือ กระบวนการผลิต ต้องร่วมมือกันถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในชุมชน ให้ทุกคนมีการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน ที่เชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาถ่ายทอดองค์ความรู้ และ ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ลองผิด ลองถูก กันเอง เพื่อทำให้องค์ความรู้เกษตรธรรมชาติของชุมชนเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ซึ่งจะมีผลทำให้คุณภาพของผลิตผลการเกษตรในชุมชนมีความแตกต่างกัน และทำให้เกิดการขายตัดราคา การกดราคารับซื้อจากพ่อค้าคนกลาง ด้วยเงื่อนไขด้านคุณภาพสินค้าของชุมชนที่ไม่มีความสม่ำเสมอ ไม่มีความน่าเชื่อถือในคุณภาพของผลิตผล

ในส่วนปลายน้ำ จะทำอย่างไรให้ชุมชนสามารถเข้าถึงผู้ซื้อปลายทางได้โดยตรง ทั้งในรูปแบบค้าปลีก และในรูปแบบการขายผ่านช่องทางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบของสหกรณ์ ที่มีผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบในการทำการตลาดให้กับชุมชน

นอกจากนั้น ในส่วนปลายน้ำ ต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ เป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนนิค ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์เกษตรธรรมชาติแปรรูป ที่ใช้องค์ความรู้ทางด้านการตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าไป พัฒนาให้ตราสินค้าของชุมชนมีความแข็งแรง

สำหรับในส่วนของการขยายธุรกิจในแนวนอน ผมอยากให้มองไปที่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จากการที่เราเป็นชุมชนเกษตรธรรมชาติ เราจะสามารถใช้ประโยชน์อะไรได้อีกบ้าง ทั้งในรูปของผลตอบแทนที่เป็นรายได้ และผลตอบแทนที่เป็นความภาคภูมิใจ ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง ของชุมชน

เช่น ชุมชนอาจจัดที่พักโฮมเสตย์ สำหรับชาวต่างชาติ ที่สนใจจะเรียนรู้ หาประสบการณ์ วิถีเกษตรธรรมชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวยุโรปจะให้ความสนใจอย่างมาก ชุมชนก็จะมีรายได้เสริมเข้ามาในชุมชน

สร้างร้านค้าปลีกชุมชน ในรูปแบบที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่พักริมทาง ที่มีรูปแบบการตบแต่ง เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ การสร้างผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจอื่น ที่ใช้วัตถุดิบมาจากผลิตภัณฑ์เกษตรธรรมชาติ เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ของใช้ในบ้าน

การจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ เป็นชุมชนเกษตรธรรมชาติต้นแบบ ให้กับชุมชนอื่นๆ มุ่งเน้นการสร้างปราชญ์ชาวบ้าน สร้างกลุ่มวิทยากรชาวบ้านขึ้นมา เพื่อให้สมาชิกชุมชนได้มีบทบาทร่วมกัน และเป็นการสร้างกลุ่มผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อสืบสานเกษตรธรรมชาติของชุมชน ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ครับ

อ้างอิง

1) รศ.ดร.อานัฐ ตันโช เกษตรธรรมชาติประยุกต์ ศูนย์ข้อมูลเกษตรธรรมชาติแม่โจ้

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=144378

2) เนตรดาว เถาถวิล: เกษตรอินทรีย์ ดี แต่ทำไมไม่ทำ?

http://prachatai.com/journal/2013/06/47011

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 31, 2014 in Management, SMEs Strategy

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: