RSS

เมื่อความกลัวเป็นเหตุ

12 พ.ค.

ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดเผยข้อมูลสถานภาพอาชญากรรม คดีอาญาจากทุกหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจัดทำเป็นสถิติอาชญากรรม ของปีงบประมาณ 2557 จากเดือน ตุลาคม 2556 ถึง มีนาคม 2557 ก็พบว่ามี สถิติและแนวโน้มของการเกิดคดีที่ลดลงอย่างน่าชื่นชม ซึ่งมีผลมาจากการที่ ได้มีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัดเข้มแข็ง ด่านมั่นคง ตามพื้นที่ต่างๆ อย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง ประกอบกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ประจำจุดสกัดปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และผู้บังคับบัญชามีการตรวจสอบการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีข้อกังวลสำหรับสถานการณ์แนวโน้มอาชญากรรม ในรอบ 6 เดือนหลัง อันเนื่องมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงผันผวน ชะลอตัว ที่อาจส่งผลทำให้เกิดการว่างงานขึ้นซึ่งจะเป็นปัจจัยทำให้อาชญากรรม มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์

ผมก็ต้องขอชื่นชมการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ต้องทำหน้าที่ คอยดูแลความสงบ ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน เราจะเห็นว่า เมื่อใดก็ตาม ที่ตำรวจทำหน้าที่ของท่าน อย่างเข้มแข็ง รับผิดชอบ และเอาจริงเอาจังต่อบทบาทหน้าที่ ที่ท่านรับผิดชอบ ประชาชนก็จะรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น

ผมมีพี่เขยเป็นนายตำรวจ ผมก็ชื่นชมในความเป็นตำรวจน้ำดีของพี่เขาอยู่เสมอ แล้วก็จะรู้สึกอุ่นใจว่า บ้านเมืองเรายังมีตำรวจดีๆ อยู่อีกไม่น้อยนะครับ อย่างไรก็ต้องขอฝากความหวังไว้ที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทุกท่านนะครับ ว่า ขอให้ท่านได้โปรดทำหน้าที่ในการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อย่างทั่วถึง เท่าเทียมกัน ต่อประชาชนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ และเอาจริงเอาจังต่อการป้องกัน และปราบปราม ผู้กระทำความผิด โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนนะครับ

จากข่าวสารอาชญากรรม ที่เราได้รับรู้กันอยู่เป็นประจำทุกวัน ทำให้เราตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกันมากขึ้น อย่างหมู่บ้านที่ผมอยู่ ก็มีเพื่อนบ้านโดนขโมย ปีนมาจากรั้วด้านข้างหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ติดกับอาคารร้าง เข้าไปขโมยทรัพย์สินทั้งตอนกลางวัน และตอนกลางคืน ถึง 3 หลัง ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน

คณะกรรมการหมู่บ้านก็มาพิจารณากันว่า คงต้องติดกล้องวงจรปิด แล้วก็ทำรั้วให้สูงขึ้นอีกเป็น 4 -5 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อาชญากรรมแบบนี้อีก บางทีเราไม่ได้เจอกับตัวเอง เราก็อาจจะยังไม่เห็นความสำคัญของการมีระบบป้องกันภัย

เพื่อนบ้านบางหลังก็ติดตั้งกล้องวงจรปิด และระบบสัญญาณกันขโมยทั่วทั้งหลัง  บางบ้านก็เลี้ยงสุนัขพันธ์ดุ เพื่อเอาไว้เป็นหน่วยเฝ้าระวัง ผมว่า ชีวิตของเราวันนี้ มีความปลอดภัยในชีวิตลดลงนะครับ

ลองนึกถึงตัวอย่าง เวลาเราขับรถออกไปธุระข้างนอก บางทีเราก็อาจจะไปเจอกับมิจฉาชีพ ขับรถมอร์เตอร์ไซค์ปาดหน้า แล้วแกล้งทำเป็นล้มตรงหน้าเรา แล้วก็เรียกร้องค่าเสียหาย หาว่าเราไปขับรถเฉี่ยวชนเขา ถ้าเราไม่มีพยานหลักฐานแวดล้อมภายนอก ก็คงจะสู้คดีกันลำบาก ตอนนี้ก็มีกล้องบันทึกภาพวีดีโอ ติดรถยนต์ที่ช่วยบันทึกภาพเหตุการณ์ด้านหน้ารถเอาไว้ ซึ่งจะช่วยเป็นหลักฐานพยานสำคัญกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้

หรืออย่างระบบป้องกันการโจรกรรมรถยนต์วันนี้ มีคนพัฒนาอุปกรณ์เพื่อมาหยุดยั้งการโจรกรรมรถยนต์ออกมาขายมากมายไปหมด เช่น  ล็อคเกียร ล็อคพวงมาลัย ล็อคเบรคครัช รวมไปถึงเทคโนโลยีล่าสุดในการป้องกันขโมยรถยนต์แบบต่างๆ เช่น ระบบควบคุมการล็อคประตูแบบไร้สาย เป็นระบบที่ใช้รีโมตควบคุมระยะไกล ใช้เคลื่อนความถี่สูงระดับ FM ส่งรหัส ID Lock จากตัวแม่ Master เข้าสู่กล่องควบคุม ECU ระบบนี้จะใช้รหัสโค้ด 10 ตัว เพื่อเข้ารหัสในการปลดล็อคกุญแจ ถ้ารหัสผิด กล่องจะทำการตัดสัญญาณ ต้องใช้กุญแจไขเท่านั้น และยังคอยรับอาการผิดปกติที่เกิดกับรถยนต์ทุกรูปแบบ

ระบบป้องกันการสตาร์ทเครื่องยนต์ (Engine Immobilizer System)      ระบบนี้จะอาศัยแผ่นโค๊ด (Transponder Chip) ที่ฝังอยู่ในลูกกุญแจ เมื่อนำลูกกุญแจเสียบเข้าสู่แม่กุญแจ จะมีการส่งสนามแม่เหล็กจากตัวแม่ มาสู่ตัวลูก เพื่อเปรียบเทียบโค๊ด ถ้ารหัสผิดกล่องคอมพิวเตอร์จะตัดสัญญาณการสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที และไม่สามารถสตาร์ทอีกใหม่อีกได้ ระบบนี้ถ้าเจ้าของรถบางคันคาดไม่ถึง เอาลูกกุญแจสำรองที่ทำปั้มเองมาไข จะไม่สามารถสตาร์ทเครื่องได้ ต้องลากรถกลับเข้าไปแก้โค๊ดที่ศูนย์ทุกรายครับ

ระบบ TDS หรือระบบส่งสัญญาณด้วยเสียง       ระบบนี้จะทำงานเมื่อมีการกดรีโมตล็อคประตู ซึ่งระบบจะมีเซนเซอร์จับสัญญาณ เสียงสั่นสะเทือน เพื่อป้องกันการทุบกระจกรถ การเปิดประตูโดยไม่ใช้รีโมต การถอดขั้วแบตเตอร์รี่ ระบบจะส่งสัญญาณเสียงทันที ด้วยตัวกำเนิดสัญญาณเสียงแบบมีแบตเตอร์รี่ในตัว หรือบางรุ่นใช้ต่อพ่วงกับแตรรถยนต์ให้เกิดเสียงดัง ซึ่งต้องใช้รีโมตเป็นตัวหยุดการทำงานเท่านั้น

แล้วยังมีเทคโนโลยีการป้องกันรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เช่นระบบติดตามรถยนต์ที่ถูกโจรกรรม ด้วยเรดาร์นำทาง GPRS ที่จะมีตัวส่งสัญญาณให้ทราบได้เลยว่า ขณะนี้รถที่ถูกขโมยวิ่งอยู่ที่ไหน ระบบจะประสานงานกับ GPRS ของตำรวจเพื่อติดตาม หรือจะเป็นระบบที่ปล่อยควันหมอกออกมา ให้โจรตกใจและรีบหลบหนีไป และระบบที่เมื่อรถถูกขโมย ระบบจะส่งสัญญาณมายังโทรศัพท์มือถือของเจ้าของรถ ว่ารถกำลังถูกขโมย เพื่อให้เจ้าของรีบโทรแจ้งตำรวจมาสกัดจับได้ต่อไป

ต่อให้เรามีอุปกรณ์ป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ที่เราแสนจะรัก ทันสมัยที่สุดเพียงใด เราก็ต้องไม่ประมาทนะครับ เช่น การหาที่จอดรถ ก็ไม่ควรจอดในที่เปลี่ยว ลับตาคน หรือจอดค้างคืนไว้เป็นเวลานานจนคนร้ายขโมยได้ง่าย

อย่างเวลาเราเอารถไป ซ่อม หรือ ไปล้าง เราก็ต้องป้องกันการถูกปั้มลูกกุญแจ แล้วสะกดรอยตามมาขโมยในภายหลัง เราก็ควรทิ้งไว้เฉพาะกุญแจรถเท่านั้น กุญแจล็อคแบบอื่นๆ ต้องเก็บไว้กับตัวให้หมด

อย่าว่าแต่รถยนต์เลยนะครับ อย่างโทรศัพท์มือถือรุ่นที่เป็นที่นิยม ก็ยังมีการพัฒนาระบบป้องกันการโจรกรรม ให้บุคคลเจ้าของเครื่องได้รับอนุญาตให้สั่งงานเครื่องจากระยะไกล เพื่อล็อคและปิดการใช้งานสมาร์ทโฟนได้ในทุกๆอย่าง เพื่อที่จะให้เครื่องโทรศัพท์อยู่ในสถานะปิดระบบ และเป็นการป้องกันข้อมูลในขั้นเด็ดขาด พร้อมทั้งสามารถติดตามเครื่องได้ผ่านระบบ GPS

คำถามคือ อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คนเราคิดเครื่องมือในการป้องกันภัย เหล่านี้ขึ้นมา

ท่านเห็นด้วยกับผมมั๊ยครับว่า แรงบันดาลใจที่สำคัญที่ทำให้เราพัฒนาระบบการป้องกันภัย หรือ ระบบความปลอดภัย ขึ้นมามากมายในโลกใบนี้ มีต้นเหตุมาจาก ความกลัว”

ผมมองว่า ความอยากหรือความต้องการของมนุษย์ กับ ความกลัวในปัญหาต่างๆ ของมนุษย์ เป็นเหรียญคนละด้าน

มองในมุมนักการตลาด เราก็ถูกสอนกันมาว่า เราต้องค้นหาความต้องการที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ลึกๆ (Customer Insight) ของลูกค้าให้เจอ เพื่อที่เราจะได้สร้างสรรค์นวัตกรรมอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ที่เราเรียกกันด้วยคำศัพท์ว่า NEED หรือความจำเป็น และ ความคาดหวังของลูกค้า หรือ Expectation

ผมก็ตั้งคำถามว่า แล้วเราจะไปหา NEED หรือ Expectation ได้อย่างไร ถ้าเราไม่รู้ว่า ลูกค้าเป้าหมายของเรากำลังเผชิญกับปัญหาอะไร ซึ่งก็คือ PROBLEM และ รวมไปถึงความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจ

ผมยกตัวอย่าง ทำไมสาวๆ หลายคน รวมทั้งหนุ่มๆ ถึงต้องใช้เครื่องสำอางค์ จนเครื่องสำอางค์กลายเป็นสินค้าที่จำเป็นสำหรับใครหลายคน ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันไปแล้ว คำตอบก็คือ ความกลัว กลัวไม่สวย ไม่หล่อ กลัวแก่กว่าวัย กลัวคนอื่นจะเรียกเราว่า ป้า เพราะฉะนั้น ความกลัว ก็เป็นแรงกระตุ้นให้ต้องมองหาเครื่องสำอางค์มาใช้กัน

เครื่องสำอางค์ที่ผมเป็นผู้ผลิต เราจำหน่ายในราคาที่ลูกค้าจับต้องได้ง่าย หรือจะเรียกว่า ถูก ก็ได้นะครับ เพราะว่า ผมมีหลักคิดว่า อยากให้ลูกค้าได้ใช้เครื่องสำอางค์ที่มีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ชั้นนำ มีส่วนประกอบของสารสกัดธรรมชาติเข้มข้น ในราคาที่ไม่แพง เพราะเราไม่ได้มีต้นทุนทางการตลาด ไม่ได้ทำโฆษณาเหมือนแบรนด์ดังๆ ไม่ได้มีต้นทุนช่องทางการจำหน่าย ไม่ได้มีต้นทุนของการเก็บสต๊อกสินค้า  เวลาที่ลูกค้าเห็นราคาเครื่องสำอางค์ของผม ส่วนใหญ่ก็จะกลัว ไม่กล้าซื้อ ไม่กล้าทดลองใช้ มองว่าเป็นเครื่องสำอางค์ที่คุณภาพไม่ดี เพราะมีราคาถูก เราก็ให้ลูกค้าทดลองใช้ก่อนซื้อ เพื่อจะได้ไม่กลัวว่าจะเสียดายเงิน เราต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ลูกค้า สุดท้ายลูกค้าของผมก็กลายเป็นคนที่บอกต่อ แนะนำเพื่อนๆ ให้หันมาซื้อเครื่องสำอางค์ของผมโดยที่ไม่ต้องลงทุนโฆษณา

ความกลัวเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน หรืออาจจะเรียกว่านับตั้งแต่กำเนิดมนุษย์มาเลยก็ว่าได้

เมื่อเราเกิดความกลัวขึ้นมาในจิตใจ เราก็จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง หรือหาอะไรสักอย่างหนึ่งมาช่วยให้หายจากความกลัว หรือให้ผ่อนคลายจากความกลัว  ยกตัวอย่างเช่น เรากลัวที่จะอยู่อย่างเหงาๆ คนเดียว เราก็มีสื่อสังคมออนไลน์ อย่าง Facebook, Line และแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ให้เราได้พูดคุย สนทนา กับเพื่อนๆ ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

ทำให้ผมนึกถึง อาการ FOMO (Fear of Missing Out) หรือ อาการของคนที่กลัวตกกระแส ซึ่งก็เป็นความกลัวของคนที่เสพติดสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook หรือ Instagram ไปแล้ว

หรืออย่าง เวลาที่เราไปช้อปปิ้ง  ถ้าเห็นเขาโฆษณาว่า ราคาพิเศษ จำนวนจำกัด ภายในวันที่เท่านี้” ก็อาจจะรู้สึกลังเล กลัวว่า ถ้าไม่รีบตัดสินใจซื้อวันนี้ วันหลังก็อาจจะไม่มีสินค้าให้ซื้อในราคานี้อีก ก็ทำให้เรารีบตัดสินใจซื้อ

แบบนี้ เป็นการนำเอาความกลัวของลูกค้ามาทำการส่งเสริมการตลาด

การใช้กลยุทธ์กระตุ้นความกลัว หรือเพิ่มความกลัวให้กับลูกค้าจะเป็นการเร่งให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้นะครับ ยิ่งหากความกลัวนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเขาแล้วล่ะก็ จะยิ่งได้ผลมากเป็นทวีคูณ  ยกตัวอย่างอีกสักตัวอย่างหนึ่งก็แล้วกัน

อย่างธุรกิจประกันชีวิต ก็เป็นธุรกิจที่ให้ผู้ที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นลูกค้า เห็นความจำเป็นของการที่ต้องมีกรมธรรม์ประกันชีวิต บนพื้นฐานของความกลัว เช่น มีการทำโฆษณาบอกให้เห็นหนึ่งการสูญเสียหัวหน้าครอบครัวไป อย่างไม่มีวันกลับ ทำให้ครอบครัวนี้เหลือเพียง แม่ กับลูกอีก 2 คน แต่พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เนื่องมาจากว่าสามีได้ทำประกันชีวิตไว้ ก้อนหนึ่งซึ่งเพียงพอให้ลูกๆ ได้เรียนหนังสือ พอเลี้ยงชีพ ทำให้ผู้เป็นแม่ไม่เดือดร้อนมากนัก แต่หากว่าสามีไม่ได้ทำประกันชีวิตไว้ล่ะอะไรจะเกิดขึ้น

คำถามก็คือ ท่านผู้ประกอบการเคยศึกษาหรือยังครับว่า สินค้า หรือบริการของเรานั้น มีอะไรที่เป็นความกลัวของลูกค้าแฝงอยู่ ลองคิดดูดีๆ นะครับ ผมว่า มีอยู่ได้ในทุกประเภทธุรกิจ ที่เราสามารถเอามากระตุ้นให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีสินค้า หรือ บริการของเรา ผมยกตัวอย่าง เครื่องกรองน้ำ การประปา บอกเราว่า น้ำประปาดื่มได้ คำถามคือ เราเชื่อมั่นเต็มร้อยหรือเปล่าครับ เรากลัวมั๊ยครับว่า ในน้ำประปาจะมีสารปนเปื้อน หรือเชื้อโรคหลงเหลืออยู่ แล้วเครื่องกรองน้ำของเราล่ะครับ มีกระบวนการ ขั้นตอน และส่วนประกอบอะไร ที่จะทำให้สิ่งที่ลูกค้ากลัวนั้นหมดไป เราก็ต้องแสดงให้เห็น และนำมาเป็นจุดขาย

นึกถึงสมัยที่เครื่องตัดไฟฟ้า อย่าง Safety Cut ทำออกมาจำหน่ายในยุดแรกๆ นะครับ ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำให้ผู้คนเห็นความจำเป็นที่ควรจะต้องมี “ตัดก่อนตาย เตือนก่อนวายวอด” เป็นคำที่ฮิตในยุคสมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เขาแสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่มีการติดตั้ง Safety Cut แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟฟ้าช้อต ไฟไหม้บ้าน เขาบอกว่า โจรขึ้น 10 ครั้ง ยังไม่เลวร้ายเท่าไฟไหม้บ้านเพียงครั้งเดียว

คำถามสำคัญ ก็คือ  “สินค้า หรือบริการของเรา สามารถบรรเทาปัญหา ที่ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย กลัวว่าจะได้รับความเจ็บปวด ทั้งในเวลานี้ และในอนาคตได้อย่างไร”

อีกสักตัวอย่างธุรกิจที่อยู่ใกล้บ้านเรา “หิวเมื่อไร ก็แวะมา ที่ เซเว่น อีเลฟเว่น” เราทุกคนกลัวความหิว บางคนเวลารู้สึกหิวจะทรมานมากนะครับ เรากลัวว่า บางทีดึกๆ หิวจะไม่มีอะไรทาน ก็ไม่ต้องกลัวแล้วนะครับ เพราะว่าเรามีเพื่อนบ้านที่รู้ใจ

ผมอยากให้มองความกลัวของลูกค้า เป็น 3 ระดับ นะครับ

ระดับที่ 1ความกลัวในการที่จะตัดสินใจใช้สินค้า หรือ บริการของเรา คืออะไร ลูกค้าเห็นความจำเป็นที่ต้องใช้ ต้องมี แล้วนะครับ แต่ยังกลัวอยู่ว่าจะใช้สินค้าของเราดีหรือไม่ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะจะทำให้เราสามารถกำหนดส่วนประสมทางการตลาด ที่สามารถลดความกลัวของลูกค้าลงได้

ระดับที่ 2 ความกลัวในการที่จะทำให้เห็นความสำคัญของการที่ต้องมี ต้องใช้สินค้าของเรา ซึ่งสินค้าของเราอาจจะเป็นสินค้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำออกมาในตลาด  ท่านต้องทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงปัญหา และความเจ็บปวด ทั้งในเวลานี้ และในอนาคต ถ้าไม่มีการใช้สินค้าหรือบริการนี้

ระดับที่ 3 ความกลัวที่จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ หรือ บริการใหม่ เป็นระดับของการค้นหาความกลัวของลูกค้า ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยตลาด ด้วยการสังเกตพฤติกรรมของลูกค้านะครับ ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ นะครับ เมื่อก่อนเราไปห้างสรรพสินค้า การขับรถวนหาที่จอดรถในแต่ละชั้นเป็นเรื่องที่เรากลัวนะครับ เรากลัวว่า จะวนหาที่จอดรถไม่ได้ เรากลัวว่าขับรถวนขึ้นไปแล้วไม่มีที่จอดรถต้องวนกลับลงมาใหม่ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกลัวแล้วนะครับ เพราะมีป้ายบอกจำนวนช่องจอดรถที่ว่างในแต่ละชั้น และมีสัญญาณไฟสีเขียวแสดงตำแหน่งช่องว่างสำหรับการจอดรถ

ถ้าเราค้นหาความกลัวของลูกค้าเจอ ก็จะพบความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า และทำให้เราพบโอกาสทางธุรกิจอีกมากมายครับ

 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 12, 2014 in SMEs Strategy

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: