RSS

เตรียมพร้อมรับมือกับเศรษฐกิจไทยในปี 2559

08 ธ.ค.

ดร.พงศ์ศรันย์  พลศรีเลิศ

phongzahrun@gmail.com

วันที่ 31 ธันวาคม 2558 ที่จะถึงนี้ เราจะก้าวเข้าสู่ศักราชของ AEC กันแล้วนะครับ ตามข้อตกลงของ AEC ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ ซึ่งก็เลื่อนมาจากวันที่ 1 มกราคม 2558 ตามมติของที่ประชุมอาเซียน เป็นการยกระดับความร่วมมือของอาเซียนเข้าสู่มิติใหม่ในการสร้างประชาคมอาเซียน ที่จะมีความร่วมมือที่สำคัญ เพื่อให้อาเซียนมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมืออย่างเสรี และเงินทุนที่เสรีขึ้น

คำถามสำคัญก็คือ ในปี 2559 นี้ ประเทศไทยจะได้รับโอกาสหรือต้องเผชิญกับภัยคุกคามอะไรในเชิงการค้าบ้างหรือไม่

จากการที่กลุ่มอาเซียน มีประเทศสมาชิกรวมกัน 10 ประเทศ คือ ไทย เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ บรูไน ทำให้กลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนกลายเป็นตลาดการค้าที่สำคัญของโลก เพราะมีประชากรรวมกันมากกว่า 500 ล้านคน ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยสร้างความน่าสนใจของประเทศอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากกลุ่มอาเซียนให้เข้ามาลงทุนในตลาดอาเซียนเพิ่มมากขึ้น

ในช่วงระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ มีการจัดทำปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Charter) ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2552 เราก็มีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ ถึงผลประโยชน์และผลกระทบที่ประเทศไทยจะได้รับ หรือ เผชิญ จากการรวมกลุ่ม AEC นะครับ

ถ้าเรามองในภาพใหญ่ของกลุ่มอาเซียน ต้องถือว่า การรวมกลุ่ม AEC เป็นการสร้างโอกาสโดยรวมของสมาชิกทั้ง 10 ประเทศนะครับ เพราะจะทำให้เราสามารถที่จะสร้างความร่วมมือให้เศรษฐกิจของอาเซียนแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นได้อย่างบูรณาการ โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละประเทศสมาชิกที่จะนำมาสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของกลุ่มอาเซียนในตลาดการค้าโลก ซึ่งถ้าหากเรามีความร่วมมือที่เข้มแข็งกันได้อย่างแท้จริง ทั้งในระดับนโยบาย และ ระดับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของทุกประเทศ กลุ่มอาเซียนก็จะมีอำนาจการต่อรองในเวทีการค้าโลกเพิ่มมากขึ้น

ผมมองว่า ในปี 2559 นี้ แต่ละประเทศกลุ่มสมาชิก AEC ยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่หยั่งเชิงกันพอสมควรนะครับ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรก คำว่า “เสรี” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงว่า ผู้ประกอบการภาคธุรกิจจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจโดยเสรีนะครับ เพียงแต่มีมาตรการที่ผ่อนปรนมากขึ้น อย่างเช่นผมจะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะได้รับการผ่อนปรนในมาตรการต่าง ๆ ที่เคยเข้มงวดลงไป สินค้าที่เคลื่อนย้ายโดยเสรีในตลาด ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะเคลื่อนย้ายผ่านชายแดนได้โดยอิสระนะครับ มาตรการตรวจสอบการผ่านด่านศุลกากร เพื่อความปลอดภัยก็ยังคงต้องมีเหมือนเดิม แต่มีการยกเลิกการเก็บภาษี ซึ่งจะทำให้มีการนำเข้า ส่งออกสินค้า ค้าขายระหว่างกันได้มากขึ้น

แน่นอนครับว่า โอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับ ก็คือ เรามีตลาดการค้าส่งออกที่ใหญ่ขึ้น สะดวกขึ้น แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของสินค้าที่มีคุณภาพ มีตราสินค้าที่เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคของแต่ละประเทศเป็นพื้นฐาน

ส่วนผลกระทบที่เราจะได้รับในเบื้องต้นก็คือ มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรามากขึ้น เช่น ผลิตผลทางการเกษตร สินค้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ มีราคาจำหน่ายต่ำกว่าที่ผลิตในบ้านเรา ซึ่งเกษตรกร และผู้ประกอบการที่เน้นการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ ก็คงจะได้รับผลกระทบโดยตรงนะครับ

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ถ้าเราดูตามยุทธศาสตร์ของ AEC ที่วางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ประสานงานหลัก (Country Coordinators) ในการท่องเที่ยว และ การบิน จะเป็นโอกาสที่ทำให้ ประเทศไทยได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากธุรกิจการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นหรือไม่

ถ้ามองในเชิงภูมิศาสตร์ ก็ถือว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ของการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และ เชิงภูมิศาสตร์ในภูมิภาคนี้ ที่เราอยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของ ประเทศ CLMV มาเลเซีย และ สิงค์โปร์นะครับ ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนก็ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ในการที่จะสร้างภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ที่จะรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงเพิ่มมากขึ้น

แต่ที่ผมยังไม่เห็นก็คือ การใช้โอกาสนี้ในการสร้างโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จากเมืองตะเข็บชายแดนที่มีวัฒนธรรมสอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่จะให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเรียนรู้ และสัมผัสกับความคล้ายคลึงของวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

แต่ก็มีประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญที่อาจส่งผลต่อความมั่นใจในความปลอดภัยของชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย ก็คือ การที่องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO  เข้ามาทำการตรวจสอบมาตรฐานการบินของไทย และได้ทำการประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ว่าพบ ข้อบกพร่องจำนวนมาก โดยเฉพาะในส่วนของ ข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย  ส่งผลให้ประเทศสมาชิกภาคี อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประกาศห้ามไทยเพิ่มเที่ยวบิน หรือกระทั่งยกเลิกเที่ยวบินเช่าเหมาลำของไทย ส่งผลกระทบต่อสายการบิน และผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไม่น้อยกว่า 1 ถึง 2 ปี

นั่นหมายความว่า ประเทศไทยก็คงจะยังไม่สามารถใช้โอกาสจาก AEC ในการเป็นศูนย์กลางด้านการบิน และ การท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโอกาสทางธุรกิจของสายการบินที่เป็นของประเทศไทย

ผมอ่านบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย และคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของไทย ในปี 2559  ที่มีการนำเสนอเอาไว้นะครับ อย่างเช่น สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดว่าเศรษฐกิจไทย มีปัจจัยบวก หลายประการนะครับ และจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.0 – 4.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) การเร่งขึ้นของ การใช้จ่ายและการลงทนุภาครัฐ (2) แรงขับเคลื่อนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (3) การฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของเศรษฐกิจ โลกและราคาส่งออก (4) แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินบาทซึ่งจะช่วยให้มูลค่าการส่งออกในรปูเงินบาทขยายตัวเร่งขึ้นและ ส่งผลให้รายรับและสภาพคล่องของผู้ประกอบการดีขึ้น (5) การปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ ของราคาสินค้าเกษตรตามแนวโน้ม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก (6) ราคาน้ำมันที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะสนับสนุนอํานาจซื้อของประชาชนและ ภาคธุรกจิ และเอื้ออํานวยต่อการดําเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง และ (7) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของ ภาคการท่องเที่ยว

ส่วนปัจจัยลบ ก็คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และการเน้นการส่งเสริมให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศมากกว่าการนำเข้า การอ่อนค่าของเงินหยวนและเงินสกุลสําคัญๆ ในประเทศคู่ค้า และคู่แข่ง และผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งยังเป็นข้อจํากัดและปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งต้องติดตามและ ประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ส่วนศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2559 มีโอกาสที่จะขยายตัวอยู่ในระดับประมาณ 3.9-4.5% โดยมีปัจจัยบวก และปัจจัยลบคล้ายๆ กัน นะครับ

ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีนะครับ สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ประการสำคัญผมมองว่า นโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมของรัฐบาลที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น และมีความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ก็น่าที่จะส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้นะครับ

แต่อย่างไรก็ตาม อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกใบนี้นะครับ ปัจจัยภายในประเทศรัฐบาลอาจควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางการเมือง นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล และการกำกับดูแลติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐเพื่อใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่ปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เลยก็คือ ภัยทางธรรมชาติ อย่างเช่น ภัยแล้ง ที่จะส่งผลเสียหายต่อผลิตผลทางการเกษตร  อาจทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง ปัญหาหนี้สินครัวเรือนของเกษตรกรสูงขึ้น ขาดกำลังซื้อ และสินค้าพืชผลทางการเกษตรมีต้นทุน ราคาที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบไปที่ภาคครัวเรือนให้มีค่าใช้จ่ายในการบริโภคสูงขึ้น และส่งผลไปที่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนในที่สุด

อีกปัจจัยที่สำคัญ คือ ภาวะความตึงเครียดระหว่างประเทศในตะวันออกกลาง ที่อาจลุกลามขยายวงความขัดแย้งออกไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญๆ ของไทยได้ นั่นหมายความว่า บริษัทที่พึ่งพิงการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่อาจมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะความขัดแย้งในสงครามตะวันออกกลาง ก็อาจจะได้รับผลกระทบโดยตรง

ส่วนการทำตลาดสินค้าภายในประเทศ ถ้าท่านเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่อาจต้องเผชิญกับสินค้าคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า จากค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าไทย อย่างเช่น ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนาม รวมไปถึง สินค้าจากจีน ท่านก็มีโอกาสที่จะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากมากขึ้น

แนวทางที่ผมอยากจะแนะนำท่านผู้ฟัง มีอยู่ 2 คำ ครับ คือ ลด กับ เพิ่ม

ลด ท่านต้องรีบดำเนินการลดต้นทุนการดำเนินงาน และ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น  เช่น หาทางลดต้นทุนวัตถุดิบ ด้วยการหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ที่มีต้นทุนต่ำลง โดยไม่ทำให้คุณภาพสินค้าสูญเสียไป ลดของเสียในกระบวนการผลิต ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต หรือ ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า รวมไปถึง การลดต้นทุนค่าจ้างแรงงานถ้าท่านอยู่ในวิสัยที่สามารถย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้

เพิ่ม ท่านต้องเร่งดำเนินการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ไม่ว่า จะเป็นการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศ หรือ การส่งออกไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ถ้าท่านเป็นผู้ผลิต และมีกำลังทุนที่จะสามารถลงทุนเพิ่ม เพื่อผลิตสินค้าที่ได้การรับรองเครื่องหมายฮาลาล และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดมุสลิมที่ใหญ่มาก ท่านก็จะสามารถใช้โอกาสจากเงื่อนไข สินค้าเสรีของ AEC ได้อย่างเต็มที่

โดยสรุป ก็คือว่า ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยแนวทางการลด ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย ลดความสูญเสีย ลดจุดอ่อนของธุรกิจ และ ถ้าเป็นธุรกิจที่มีความเข้มแข็งทางการตลาด การเงิน และ บุคลากร ก็ควร ใช้จุดแข็งในการฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจ ในการเพิ่มโอกาสทางการตลาด และ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 8, 2015 in SMEs Strategy

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: